• phoothit

“ต้อกระจก-ต้อหิน” โรคตาที่ชาวสุขเกษียณควรระวัง


“ต้อกระจก-ต้อหิน” โรคตาที่ชาวสุขเกษียณควรระวัง

โรคตาที่มักพบในผู้สูงอายุ คือ จอประสาทตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน ซึ่งสามารถนำไปสู่การทำลายเรตินาหรือจอรับภาพภายในลูกตาได้ ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ อาจทำให้ตาฝ้ามัว กระทั่งตาเสียได้ในที่สุด รวมทั้งโรคความดันโลหิตสูง ก็สามารถทำลายการมองเห็นได้เช่นกัน แต่โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุคือ โรคต้อกระจกและต้อหิน


ต้อกระจกและต้อหินต่างกันอย่างไร


สรุปโดยสังเขปคือ ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น ส่วนต้อหินเกิดจากความดันภายในตาผิดปกติ ซึ่งทั้งสองโรคสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ฉะนั้นควรพบแพทย์เร็วที่สุดเมื่อพบอาการ โดยมีรายละเอียดและการรักษาต่อไปนี้


“โรคต้อกระจก” (Cataract) โรคตาที่ผู้สูงอายุมักเป็นเมื่ออายุมากขึ้น โดยแก้วตาจะเปลี่ยนจากสีใส เป็นสีน้ำตาลหรือขาวขุ่นเรื่อย ๆ ทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง ส่งผลให้ตามัว ซึ่งอาการในระยะแรก ตาจะมัวเฉพาะเวลาออกแดด พอเข้าที่ร่มจะเห็นได้ดีกว่า พอเป็นมากขึ้นก็จะมัวขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดจะมองเห็นแค่แสงไฟที่ส่องเข้าตาเท่านั้น เมื่อต้อแก่มากขึ้น รูม่านตาจากเดิมที่มีสีดำสนิทจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นหรือนำตาลขุ่น ซึ่งสาเหตุมาจากการเสื่อมไปตามอายุ หรือเกิดจากพิษของยาบางชนิด เช่น การใช้ยาพวกสเตียรอยด์


การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัดลอกต้อกระจกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าแทนที่ ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องใช้ยาสลบแต่อย่างใด แต่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลเพื่อดูอาการระยะหนึ่งเท่านั้น


ทั้งนี้ ข้อควรระวังคือ หากเป็นต้อกระจกแล้วปล่อยไว้นานจนต้อสุกจะทำให้เกิดต้อหินได้ ซึ่งจะทำให้ตาบอดในที่สุด รวมถึงอาจเกิดอาการม่านตาอักเสบแทรกซ้อนได้


“โรคต้อหิน” (Glaucoma) โรคที่เกิดจากภาวะความดันในลูกตาสูงกว่าปกติ ภายในลูกตาจะมีการผลิตน้ำใสชนิดหนึ่งออกมาในช่องหลังม่านตา และไหลผ่านรูม่านตาออกมาอยู่ในช่องหน้าม่านตา ต่อจากนั้น น้ำในตานี้จะไหลผ่านรูตะแกรงเข้าสู่เส้นเลือดดำของลูกตา ทำให้เกิดความดันลูกตาคงที่ตลอดเวลา หากมีอะไรขัดขวางทางเดินน้ำในลูกตา จะเกิดการคคั่งของน้ำภายในลูกตา ทำให้ความดันภายในลูกตาสูง เรียกว่า ต้อหิน


ต้อหิน มี 2 ชนิด คือ 1) ต้อหินแบบเฉียบพลัน เกิดจากการไหลเวียนของน้ำในตาไม่สะดวกอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการแดง รูม่านตาขยาย ปวดตา คลื่นไส้ สายตาเริ่มมัวอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่รักษาให้ทันท่วงที อาจทำให้ตาบอดได้ภายใน 2-3 วัน และ 2) ต้อหินชนิดเรื้อรัง เกิดจากความเสื่อมของทางไหลผ่านของน้ำใสภายในลูกตา ไม่มีอาการปวด เกิดขึ้นช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว และสายตาค่อย ๆ มัวลงจากขอบเขตการมองเห็น


ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์เพื่อตรวจความดันภายในลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง และถนอมดวงตาให้ดีที่สุด เลี่ยงการกระทบกระเทือนต่าง ๆ และไม่ควรหยอดยาสเตียรอยด์นอกเหนือจากการดูแลของแพทย์


เนื่องจากเป็นโรคที่ร้ายแรง การรักษาควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เมื่อมีอาการเหล่านี้ 1) เห็นอะไรลอยไปมาในดวงตา 2) เห็นแสงแวบในลูกตา 3) น้ำตาไหลเป็นประจำ 4) ตามัว ซึ่งสามารถรักษาได้ทั้งการใช้ยาหยอดตา รับประทานยาลดความดันในลูกตา หรือใช้แสงเลเซอร์ กระทั่งการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการแต่ละคน


นอกเหนือจากการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ชาวสุขเกษียณควรจะดูแลป้องกันไม่ให้สายตาเสื่อมเร็ว เช่น ไม่อยู่มนที่มีแสงสว่างมากหรือควรใส่แว่นกันแดดเมื่อออกที่แดดจ้า รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ได้รับวิตามินและโปรตีน ระวังอย่าให้แสงจ้า เช่น แสงแดด แสงเชื่อมโลหะ เข้าตา หากดูทีวีต้องนั่งห่างจากจอ อย่างน้อย 5 เท่าของขนาดจอ และควรใส่แว่นช่วยสำหรับการอ่านหนังสือระยะใกล้ เหล่านี้จะช่วยให้สายตาไม่ถูกใช้งานหนักจนเกินไปช่วยชะลอความเสื่อมของสายตาได้


(ข้อมูลบางส่วนจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลเปาโล, โรงพยาบาลจักษุ รัตนิน และ โรงพยาบาลสุขุมวิท)



ดู 33 ครั้ง0 ความคิดเห็น