• phoothit

ธรรมชาติ มนุษย์ จิตวิญญาณที่สัมพันธ์


sook-kasean-atc-22072021-1


"...ถ้าคุณสูญเสียสัมผัสต่อธรรมชาติ คุณย่อมสูญเสียสายสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ หากปราศจากความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เมื่อนั้นคุณจะกลายเป็นผู้ฆ่า และแล้วคุณก็จะฆ่าลูกแมวน้ำ วาฬ โลมา และมนุษย์ ไม่ว่าเพื่อผลประโยชน์ เพื่อเกมกีฬา เพื่ออาหาร หรือเพื่อความรู้ ดังนั้นธรรมชาติ จึงหวาดกลัวคุณ และเพิกถอนความงามของมันกลับไป..." : จ. กฤษณมูรติ

ธรรมชาติสำคัญต่อมนุษย์ในทางระบบนิเวศน์ ทุกสิ่งล้วนมีหน้าที่สัมพันธ์กัน สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ดำรงชีวิตไปได้ด้วยความสัมพันธ์กันทางธรรมชาติ ฤดูกาลต่าง ๆ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย


แม้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาภูมิความรู้จนสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการหรือความเป็นอยู่ที่นอกเหนือธรรมสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เช่น สร้างที่อยู่อาศัยที่สามารถอยู่ด้วยทุกฤดูกาล หรือทนต่อสภาพธรรมชาติที่รุนแรง อย่างแผ่นดินไหวเป็นต้น หรือเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ที่ใช้ตามสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้เกินขีดจำกัดของธรรมชาติไปได้ไกลกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ


ด้วยสภาพดังกล่าวมนุษย์ได้แยกสังคมของตนเองออกจากธรรมชาติอย่างชัดเจน ให้เห็นว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ของมนุษย์


จากหนังสือเรื่อง “ว่าด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ของ จ. กฤษณมูรติ นักเขียน นักปรัชญา ชาวอินเดีย อดีตผู้นำสมาคมเทวปรัชญา ซึ่งตอนหนึ่งมีคนถาม กฤษณมูรติ ว่า “ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับธรรมชาติหมายถึงอะไร”


เขาได้ตอบไว้อย่างน่าสนใจว่า พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์นั้น เรามองดูต้นไม้ด้วยต้องการผลประโยชน์บางอย่าง ไม่เคยมองดูโดยละทิ้งอัตตา เรายังปฏิบัติต่อโลกและผลิตผลของโลกในวิถีทางเดียวกัน ความเข้าใจในความสัมพันธ์ของคนผู้หนึ่งที่มีต่อธรรมชาตินั้น ยากเทียบเท่ากับความสัมพันธ์ของคนผู้หนึ่งที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ อีกทั้งเรายุ่งเกินไปกับกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมเหล่านี้เป็นหนทางหนีอีกทางหนึ่งจากตัวตนของเรา และการกราบไหว้บูชาธรรมชาติก็เป็นทางหนีอีกทางหนึ่งจากตัวตนของเราด้วย


เรากำลังใช้ธรรมชาติอย่างหนักหน่วง ถ้าไม่เพื่อเป็นทางหนี ก็เพื่อผลประโยชน์ เราไม่เคยหยุดอย่างแท้จริง เพื่อที่จะรักโลกและสรรพสิ่งในโลก ดังนั้นเราจึงสูญเสียความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติไป


สิ่งที่ กฤษณมูรติ อธิบายคือ เราได้สูญเสียความสัมพันธ์กับธรรมชาติไปเพราะเรามุ่งหวังเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติเสมอไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เราไม่เคยมองธรรมชาติเป็นธรรมชาติและยินดีต่อความเป็นไปของธรรมชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน เนื่องเพราะกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ทำให้เรามีแนวคิดต่อธรรมชาติเช่นนั้น


เขายังอธิบายต่อไปอีกว่า ด้วยเหตุที่เราไม่รักผืนดินและสรรพสิ่งในโลก เป็นแต่เพียงใช้ประโยชน์จากมัน เราจึงสูญเสียความตื่นตัวต่อความงามของน้ำตก เราได้สูญเสียการสัมผัสแห่งชีวิต และเนื่องจากเราไม่รักธรรมชาติ เราจึงไม่รู้ว่าจะรักเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไร


หมายความว่า เมื่อมนุษย์ไม่เข้าใจหรือรักธรรมชาติ สิ่งนี้ส่งผลเราสูญเสียความรักหรือความเข้าใจต่อเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย ซึ่งเป็นการมองโลกอย่างสัมพันธ์กัน ธรรมชาติไม่ได้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์ลึกไปถึงข้างใน


ต้นไม้ใหญ่ในสวนของเราให้ร่มเงาแก่เรา ผลิตออกซิเจนให้เรา และยังให้ความสุนทรีย์ทางอารมณ์บางอย่างแก่เราด้วย นั้นเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติส่งผลต่อจิตวิญญาณของเรา


อีกทั้ง สัตว์ตัวน้อยที่มาอาศัยต้นไม้ใหญ่นั้น หากเราเห็นคุณค่าจนเกิดความรักความเมตตาแล้ว ก็ทำให้จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตา ที่ไม่ใช่เพียงสัตว์ที่อยู่รอบตัวเรา แต่ยังแพร่ไปถึงหลายสรรพสิ่งอื่น ๆ ในโลกอีกด้วย


ลองกลับมามองสรรพสิ่งรอบตัวอย่างเปิดใจ ทุกอย่างล้วนมีความสำคัญสัมพันธ์ต่อกัน มีคุณค่าบทบาทแตกต่างกันไป พยายามทำความเข้าใจ และรู้จักที่จะรักในธรรมชาติ เมื่อเราเข้าถึงความสัมพันธ์นั้นได้ เราก็จะเห็นว่า มนุษย์และธรรมชาติ แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกออกจากกันได้ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จิตวิญญาณของมนุษย์เชื่อมสัมพันธ์กับธรรมชาติเสมอ เมื่อเราเข้าใจที่จะรักธรรมชาติได้ เราก็รู้ว่าจะรักเพื่อนมนุษย์และสิ่งอื่น ๆ ได้อย่างไร