• phoothit

หอบหืด โรคที่วัยเกษียณควรรู้ แม้ไม่ได้เป็น

อาการภูมิแพ้ในวัยเกษียณเป็นอีกโรคหนึ่งที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้โดยส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในวัยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ส่งผลให้การรักษาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมากกว่าวัยอื่น


การดูแล ป้องกัน และรักษาโรคภูมิแพ้ “สุขเกษียณ” ได้นำเสนอไปแล้ว ในบทความชื่อ “โรคภูมิแพ้ในวัยเกษียณกับแนวทางการดูแลรักษา” สามารถอ่านได้ลิงค์นี้ (คลิกเพื่ออ่าน)


นอกจากนี้ อาการของโรคภูมิแพ้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกำเริบของโรคหืดได้เช่นกัน ชาวสุขเกษียณที่เป็นโรคภูมิแพ้และโรคหืด หรือกระทั่งไม่แน่ใจว่าตนเป็นโรคหืดหรือไม่ ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเอง


โรคหืด เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง เป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ที่เยื่อบุและผนังหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายใน และจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก บางครั้งเรียกหอบหืดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบร่วมด้วย สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่โรคติดต่อแต่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ และอาจทำให้เสียชีวิตได้หากอาการรุนแรง


พบโรคหืดในคนไทยร้อยละ 7 และพบมากใน 2 ช่วงอายุ คือ วัยเด็กและวัยกลางคน โดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติโรคหืดในวัยเด็กมาก่อน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากมลภาวะทางอากาศที่สูงขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่ออาการของโรคหืดหรือตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการหอบหืด ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา เกสรดอกไม้ แมลง ขนสัตว์ เป็นต้น และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ มลภาวะในอากาศ น้ำหอม สารเคมีต่าง ๆ เป็นต้น


โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรัง โดยมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้แพ้และเกิดการอักเสบของหลอดลม แนวทางการรักษาคือ

  1. การรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการ โดยกำจัดสิ่งที่สามารถทำให้แพ้ออกจากชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์เลี้ยง กำจัดไรฝุ่น กำจัดแมลงสาบ ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้อาการหืดแย่ลง และตอบสนองต่อการรักษาได้น้อยลง ยาที่ใช้ป้องกันควบคุมมีหลายชนิด ที่ขาดไม่ได้คือ ยาสูดสเตียรอยด์ ที่ลดการอักเสบของหลอดลม ถ้าใช้ถูกวิธีจะทำให้การอักเสบลดลงได้มาก และผลข้างเคียงน้อย เมื่อเทียบกับยากินสเตียรอยด์ในระยะยาว เป็นยาที่ต้องใช้ตลอดไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม ยากินควบคุมมีหลายชนิด ใช้เพื่อเสริมยาสูด ยาเหล่านี้ต้องใช้ประจำเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการ

  2. การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ คือการรักษาเมื่อมีอาการของโรคหืดชนิดเฉียบพลันเกิดขึ้น ประกอบด้วย ยาสูดขยายหลอดลมและสเตียรอยด์ชนิดกินระยะสั้น จะใช้ต่อเมื่อมีอาการเท่านั้น

ข้อควรระวังในการใช้ยา การปรับปริมาณยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรปรับหรือหยุดยาด้วยตัวเองแม้จะอาการดีขึ้นแล้ว และต้องพกยาฉุกเฉินติดตัว โดยให้คนรอบข้างรู้ตำแหน่งของยาไว้ด้วย


ข้อสำคัญอีกอย่างคือ ควรรักษาโรคอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น โรคภูมิแพ้ หรือภาวะกรดไหลย้อน เพื่อบรรเทาหรือลดปัจจัยที่จะกระตุ้นให้โรคหืดกำเริบขึ้นได้


การรักษาโรคหืดในวัยสูงอายุมีแนวทางไม่ต่างกับวัยอื่น ๆ เท่าไรนัก แต่ควรระวังในเรื่องการใช้ยาสูดสเตียรอยด์ ที่มีผลให้กระดูกเปราะและหักง่าย ควรติดตามวัดมวลกระดูกเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดเชื้อราในปากได้ ควรบ้วนน้ำล้างปากหลังจากสูดยาทุกครั้ง อีกทั้งยาสูดยังส่งผลให้เสียงแหบหรือต้อกระจกอีกด้วย ผู้สูงอายุอาจจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดปริมาณยาสูดและใช้ยาตัวอื่นมาช่วยเสริม

ทั้งโรคภูมิแพ้และโรคหืด โดยมากมีปัจจัยกระตุ้นอาการมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งสิ้น แม้โดยทั่วไปจะไม่ร้ายแรงหากมีการควบคุมอาการที่ถูกต้องเหมาะสม แต่ก็ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันไม่น้อย โดยเฉพาะวัยเกษียณที่อาจมีโรคประจำตัวอื่น ๆ อยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการของโรคเหล่านี้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายขึ้นได้


วิธีการป้องกันที่สำคัญคือรักษาสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัยจากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการกำเริบ เช่น เลี่ยงการเข้าใกล้ควันบุหรี่หรือควันไอเสียอื่น ๆ ไม่ไปในสถานที่ก่อสร้าง เป็นต้น รวมทั้งกินอาหารให้ได้โภชนาการที่เหมาะสมกับร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับร่างกายแต่ละคน ทั้งนี้วัยเกษียณที่มีอาการหอบหืดรุนแรงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายก่อน เพื่อความปลอดภัย


(ข้อมูลบางส่วนจาก : โรงพยาบาลเจ้าพระยา, คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลธนบุรี และโรงพยาบาลนครธน)


sook-kasean-asthma
หอบหืด โรคที่วัยเกษียณควรรู้ แม้ไม่ได้เป็น