• phoothit

โรคภูมิแพ้ในวัยเกษียณกับแนวทางการดูแลรักษา

ชาวสุขเกษียณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ รู้สึกคล้ายเป็นหวัดเมื่ออากาศเย็นหรือชื้น ไอจามน้ำมูกไหลเมื่อเจอฝุ่น คันหรือมีผื่นแดงเมื่อสัมผัสหญ้า แมลง หรือขนสัตว์ บวมแดงอักเสบเมื่อกินอาหารบางอย่างเข้าไป

อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย บางคนอาจเป็นมาตั้งแต่เด็ก บางคนเพิ่งมีอาการเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เป็นอาการของโรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้ คือโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยที่ร่างกายมีปฏิกิริยาไวต่อสารที่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร ฯลฯ เมื่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสกับเยื่อบุร่างกาย ร่างกายจะปล่อยสารเรียกว่า ฮีสตามีน ออกมา ทำให้เกิดการระคายเคือง ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน


หากเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อหายใจ สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูก ทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก เกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใส คันจมูก ถ้าเป็นโรคหืด เมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลม จะทำให้เกิดการอักเสบ และหลอดลมจะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง เกิดอาการหลอดลมตีบ หายใจมีเสียงเหมือนนกหวีด ดังวี๊ดขึ้น ถ้าเป็นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง จะมีอาการคันหรือมีผื่นแบบลมพิษที่ผิวหนัง ถ้าแพ้อาหารก็จะมีอาการปากบวม เป็นต้น


คนที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวการณ์ตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช้สารก่อภูมิแพ้ได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ ฝน หรือความชื้น ซึ่งภาวะนี้ อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือน และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้


ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้มีอาการนาน ๆ อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ คออักเสบ ไอเรื้อรัง หูชั้นกลางอักเสบ ปวดหู หูอื้อ เป็นต้น


โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 อย่าง คือ 1.กรรมพันธุ์ ภูมิแพ้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ หากพ่อหรือแม่เป็น ลูกก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 30% แต่ถ้าหากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกที่เกิดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 60-70 % 2.สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเรา เกิดจากภาวะแวดล้อมทั้งสิ้น ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่นการหายใจ การกิน หรือแม้กระทั่งการสัมผัส


ก่อนการรักษา ผู้ป่วยควรรู้ว่าตนแพ้อะไรบ้าง การทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Skin Prick Test) เป็นการทดสอบภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่าง ๆ ทางผิวหนัง โดยแพทย์จะเป็นผู้ทำการทดสอบด้วยน้ำยาทดสอบภูมิแพ้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ทราบว่าผู้ป่วยมีอาการแพ้สารใดบ้าง เช่น แมลงสาบ ขนแมว ไรฝุ่น เชื้อรา ขนสุนัข หรืออาหารต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งการทดสอบชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด และทราบผลภายใน 15 นาที


แนวทางการรักษา

  1. การป้องกันโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น คนที่แพ้ไรฝุ่น ควรจะซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มด้วยความร้อน ร่วมกับการซักด้วยผงซักฟอก ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ควรเก็บขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของแมลงสาบ เป็นต้น

  2. การดูแลสุขภาพส่วนตัวและการออกกำลังกาย จะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น แต่ต้องเลือกชนิดการออกกำลังกายที่เป็นแบบแอโรบิค เช่น การวิ่งหรือเดิน ไม่ออกกำลังกายในช่วงที่อาการของโรคหืดกำเริบ หรืออากาศช่วงที่ออกกำลังกายไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป

  3. การรักษาด้วยยา โดยแบ่งการรักษาโรคภูมิแพ้ออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 การใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้แพ้ แอนตี้ฮีสตามีน ยาขยายหลอดลม เพื่อบรรเทาอาการ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ในอดีตผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะได้รับการรักษาแค่ระดับนี้ ระดับที่ 2 การใช้ยาต้านการอักเสบ มักจะอยู่ในรูปของยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือสูดเข้าทางปาก และระดับที่ 3 การใช้วัคซีนภูมิแพ้ เป็นการรักษาโดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย เริ่มจากปริมาณน้อย ๆ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายเกิดความชินต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ถ้าผู้ป่วยตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน ในระยะต่อมาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาประเภทอื่นอีกเลย

ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันสารก่อภูมิแพ้

ควรควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น หลีกเลี่ยงการตากผ้าในห้องนอน เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้น ซึ่งทำให้เกิดเชื้อรา เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท โดยเฉพาะห้องมีความชื้นมาก เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ในกรณีที่มีอาการแพ้เกสรดอกไม้หรือดอกหญ้า ควรปิดหน้าต่างห้องในช่วงที่มีลมพัดแรง หมั่นทำความสะอาดฝุ่นในบ้าน ม่าน และเครื่องใช้ต่าง ๆ หลีกเลี่ยงพรมปูพื้น และไม่ใช้เครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำเมื่อมีน้ำมูกเรื้อรัง ดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ ปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง พบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ หอบ เป็นต้น


ในการป้องกันหรือรักษาสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคภูมิแพ้มีแนวทางไม่ต่างกับวัยอื่น ๆ เท่าไรนัก แต่ต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปัจจัยที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ เนื่องจากเมื่อเกิดอาการแพ้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว การรักษาอาการมีเงื่อนไขที่ละเอียดอ่อนกว่าจึงต้องระวังมากกว่า เช่นกรณีการกินยาระงับอาการแพ้ ไม่ควรกินโดยไม่จำเป็น เพราะยาทุกชนิดมีผลต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มน้ำตามไม่มากพอ ส่งผลให้ไตทำงานหนัก


ผู้สูงอายุจำนวนมากมักเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือไต หากการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ผิดปกติจะทำให้สารเคมีสะสมในร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลและรักษาอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นด้วย


แม้ว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่บางโรค เช่น โรคหืดและปฏิกิริยาการแพ้บางชนิด เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา แมลงต่อย เหล่านี้อาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะวัยสูงอายุต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ


ชาวสุขเกษียณลองสังเกตตัวเองดูว่ามีอาการแพ้อะไรบ้างหรือไม่ การกินยาแก้แพ้ด้วยตนเองอาจไม่ตอบโจทย์กับชีวิตอีกต่อไป ภาวะแทรกซ้อนจากอาการแพ้อาจส่งผลต่อโรคประจำตัวได้ การไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Skin Prick Test) เป็นแนวทางหนึ่งให้รู้เท่าทันสุขภาพของตนเอง เพื่อวางแผนแนวทางการดูแล ป้องกัน และรักษาโรคภูมิแพ้ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ ต่อไป


(ข้อมูลบางส่วนจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลเปาโล, ศูนย์โรคภูมิแพ้ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลสินแพทย์ และศูนย์ดูแลผู้สุงอายุ บ้านพักคนชรา ศูนย์ดูแลผู้ป่วย พระราม 9 รามคำแหง)


sook-kasean-Allergy
โรคภูมิแพ้ในวัยเกษียณกับแนวทางการดูแลรักษา