• phoothit

ธ.แห่งประเทศไทย เผย หากเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต้องเพิ่ม VAT 2 เท่า


sks-news-26102021-1

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าวประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า ดร.นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถานบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงบทความวิจัยในหัวข้อ "ระบบจัดการรายได้ผู้สูงอายุ : ควรปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เพียงพอและยั่งยืน" ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยในอีก 20 ปีข้างหน้า สัดส่วนจาก 3% เป็น 26% ของประชากรทั้งหมด ทำให้หลายภาคส่วนมีความกังวลถึงความยากจนของครัวเรือนสูงอายุและความยั่งยืนทางการคลังของภาครัฐ แม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีระบบรายได้ผู้สูงอายุที่จัดการโดยภาครัฐอยู่หลายระบบและสามารถครอบคลุมคนไทยแทบทั้งหมด


เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้ล้วนใช้งบประมาณของรัฐทั้งสิ้น


อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่า ในอนาคตค่าใช้จ่ายเบี้ยยังชีพของภาครัฐมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในสังคมไทยสูงวัย ทั้งจากจำนวนคนสูงวัยที่มีมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภายใต้สมมติฐาน หากเบี้ยยังชีพจะต้องถูกปรับตามอัตราเงินเฟ้อ เพื่อคงบทบาทของระบบ ภาครัฐจำเป็นจะต้องปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับ 7% เป็น 9% ภายใต้เบี้ยยังชีพ 600 บาทต่อคนต่อเดือน


ขณะเดียวกัน ภายใต้สมมติฐานในระยะยาว หากภาครัฐต้องการลดความยากจนจำเป็นต้องปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพตามอัตราเงินเฟ้อและเส้นระดับความยากจนที่ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน เพื่อไม่ให้ระบบลดบทบาทจนเลือนหายไปในที่สุด โดยรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะไว้ที่ระดับ 60% ซึ่งจะสร้างภาระผูกพันระยะยาว ภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่ม VAT มากกว่า 2 เท่า หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 16.9%


นอกจากนี้ กองทุนชราภาพของประกันสังคม มาตรา 33 หากไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากเวลาผ่านไปจะเห็นสัดส่วนคนสมทบน้อยลง และคนขอรับบำนาญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินกองทุนทยอยหมดลง ส่วนหนึ่งมากจากเริ่มต้นการจัดตั้งประกันสังคมมีความตั้งใจว่า จะเก็บเงินสมทบในอัตราต่ำ และทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารุปรับเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้กองทุนหายไปจากระบบภายใน 30 ปีข้างหน้า


ดังนั้น ภายใต้สมมติฐาน หากกองทุนไม่สามารถปรับค่าต่าง ๆ เป็นมูลค่าจริง เพื่อคงบทบาทของระบบ เมื่อเงินกองทุนหมดลง ภาครัฐจะมีทางเลือกหลัก 2 ทาง คือ


1. กรณีลดสิทธิประโยชน์ 1 ใน 3 หรือปรับสิทธิประโยชน์ลดลงเหลือ 30% ซึ่งจะกระทบคนวัยเกษียณหรือวัยใกล้เกษียณ


2. กรณีการขึ้นอัตราเงินสมทบ โดยอาจจะต้องปรับขึ้นไปสูงถึง 20% ของเงินเดือน ซึ่งจะกระทบคนวัยทำงานในปัจจุบันและอนาคต


"จากการศึกษาพบว่า หลายระบบยังคงมีปัญหา ทั้งเรื่องความไม่เพียงพอ และความไม่ยั่งยืนทางการคลัง เนื่องจากในทุกระบบต่องคนต่างคิด หากมีแพลตฟอร์มที่สามารถคุยร่วมกันได้ โดยปัจจุบันรัฐเริ่มมีร่างคณะกรรมการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ จะเป็นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ และมองประชากรเป็นตั้งตั้ง แทนที่การมองตัวกองทุนเป็นตัวตั้ง โดยอาจจุมีการประสานให้เกิดบำนาญพื้นฐาน และรัฐรับผิดชอบส่วนหนึ่ง และเจ้าตัวออกส่วนหนึ่ง


และหารัฐปรับขึ้นเบี้ยยังชีพเท่าระดับเส้นความยากจนสำหรับผู้สูงอายุทุกคน โดยการเลือกใช้การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อมาจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ ผลจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นก็จะกลับมากระทบต่อผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้นโยบายนี้ไม่ได้ลดความยากจนมากเท่าที่ตั้งใจไว้" ดร.นฎา กล่าว


ดู 14 ครั้ง0 ความคิดเห็น