• phoothit

“กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” ทางรอดวัยเกษียณ ? ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


sks-atc-25102021-1

จากบทความเรื่อง “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” รอดหรือร่วง ในสถานการณ์ไทยปัจจุบัน ที่สุขเกษียณได้เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งผลการวิจัยได้เผยให้เห็นว่า ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีมาตรการปิดเมือง ผู้สูงอายุที่แจ้งว่ามีรายได้หลักจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มเป็นร้อยละ 56 จากเดิมที่มีอยู่ร้อยละ 40 ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุมีรายได้หลักจากการทำงานมีสัดส่วนจากเดิมร้อยละ 40 ลดลง เหลือร้อยละ 22 เท่านั้น หมายความว่า ผู้สูงอายุหลายคนขาดรายได้จากการทำงานมากขึ้น และหลายคนพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้หลักมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ซึ่งมีการจ่ายรายเดือนแบบขั้นบันได้ 600-1,000 บาท ตามช่วงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน ผู้สูงอายุหลายคนยังคงต้องทำงานหลังวัยเกษียณ หรือบางรายพึ่งพารายได้จากครอบครัวอยู่

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ไม่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันนี้เอง เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐต้องเร่งพิจารณาหามาตรการให้ตอบโจทย์สถานการณ์ของประเทศ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุในอนาคตให้ชัดเจน อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และรว ดเร็วที่สุด

(คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความ)

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ... โดยหลักการคือ กำหนดให้แรงงานในระบบที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใด เข้าสู่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ คือ “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” หรือ กบช.

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ...

กบช. เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 145-60 ปี ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้แรงงานในระบบได้มีการออมเพื่อการเกษียณเพิ่มเติม และมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ก่อนเกษียณ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับระบบบำเหน็จบำนาญ

คุณสมบัติสมาชิก

ลูกจ้างที่มีอายุ 15-60 ปี ที่เป็น ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่องค์การมหาชน

การส่งเงิน

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ (เพดานค่าจ้าง 60,000 บาท)

ปีที่ 1-3 นับตั้งแต่วันที่ กบช. เป็นรับสมาชิก ฝ่ายละไม่น้อยกว่า 3% ของค่าจ้าง

ปีที่ 4-6 นับตั้งแต่วันที่ กบช. เป็นรับสมาชิก ฝ่ายละไม่น้อยกว่า 5% ของค่าจ้าง

ปีที่ 7-9 นับตั้งแต่วันที่ กบช. เป็นรับสมาชิก ฝ่ายละไม่น้อยกว่า 7% ของค่าจ้าง

ปีที่ 10 นับตั้งแต่วันที่ กบช. เป็นรับสมาชิก ฝ่ายละไม่น้อยกว่า 10% ของค่าจ้าง

ส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ให้นายจ้างส่งเงินในส่วนของนายจ้างฝ่ายเดียว และลูกจ้าง/นายจ้างส่งเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของค่าจ้างโดยไม่จำกัดเพดานค่าจ้าง

ผลประโยชน์ตอบแทน

สมาชิกเลือกรับบำนาญ 20 ปี หรือบำเหน็จ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสะสม เงินผลประโยชน์ และเงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุ (EEE) (จะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลัง พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้)

กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ทางรอดใหม่สำหรับวัยเกษียณ ?

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ระบุว่า แรงงานไทยปี 2563 (ล่าสุด) รวมทั้งสิ้น 37,927,001 คน แบ่งเป็นแรงงานในระบบ 17,562,610 คน และแรงงานนอกระบบ 20,364,391 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปรวม 4,704,477 คน แบ่งเป็น แรงงานในระบบ 606,666 คน และแรงงานนอกระบบ 4,097,811 คน

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้น มีแรงงานนอกระบบเป็นจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบ อีกทั้ง ยังมีแรงงานที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่ควรเกษียณจากการทำงานแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 4.7 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบมากกว่า 4 ล้านคน มากกว่าแรงงานในระบบถึง 6.7 เท่า

พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ที่ร่างมานั้น จะตอบโจทย์ปัญหาและสถานการณ์ได้จริงหรือไม่ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกันต่อ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว จะยังให้ความสำคัญสำหรับคนที่อยู่ในระบบแรงงานเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่าแรงงานนอกระบบ จึงเป็นข้อสังเกตว่า แรงงานนอกระบบจำนวนม