• phoothit

“แก่ เหงา ตาย” LGBTQ+ สูงอายุไทย อยู่ตรงไหนในสังคมที่กฎหมายไม่เท่าเทียม

เรื่องโดย : ณิชยา ส่งลออ


sks-atc-23122021-3

กลุ่ม LGBTQ+ คือกลุ่มสังคมที่มีเพศหลากหลาย ในยุคสมัยที่สังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนสังคม และมีพื้นที่ให้สามารถเปิดเผยตัวตนในสังคมไทยได้มากขึ้น

ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศเสรีที่เปิดกว้างยอมรับความหลากหลายทางเพศมากเป็นประเทศหนึ่งในเอเชีย แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนในสังคมยังมีกำแพงและข้อกังขาที่ปิดกั้นการยอมรับการแสดงออกทางเพศที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคม หรือเป็นการสร้างการยอมรับแบบมีเงื่อนไขต่างจากเพศชายหญิง

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ อีกทั้ง มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ดังนั้น รัฐควรมีกฎหมายรองรับสิทธิของคนเหล่านี้ เพื่อความเท่าเทียมกันในสังคม และเพื่อป้องกันการถูกเลือกปฏิบัติ รวมไปถึงการการถูกคุกคาม

กลุ่มคู่รักผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศโดยทั่วไป มีอีกมากมายที่ยังคงไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากครอบครัวและคนในสังคม รวมถึงการได้รับสิทธิและโอกาสหลายประการ เช่น การเข้าถึงกฎหมายว่าด้วยเรื่องสิทธิและความเสมอภาคในประเด็นการสมรสและรับรองบุตร

โดยกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่สามารถสมรสกันได้ เนื่องจากขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่ระบุว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้”


และมาตรา 1458 ที่ระบุว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย”


แต่รัฐกลับผลักกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศให้ไปใช้กฎหมายที่แปลกแยก และแตกต่าง กล่าวคือ “ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. 2561” ซึ่งกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตกันได้ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ หากแต่คู่ชีวิตที่กล่าวถึง ยังไม่มีสิทธิที่เท่าเทียมกับคู่สมรสของคู่รักต่างเพศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กล่าวไปข้างต้น

ตลอดจนพบว่า การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน และการปกครองบุตรบุญธรรมร่วมกัน ยังไม่มีกฎหมายฉบับใดให้การรับรอง ด้วยเหตุที่รัฐมองว่า สังคมยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว และเรียนรู้ที่จะยอมรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศว่า เป็นบุคคลที่เท่าเทียมกับชายจริงหญิงแท้ได้อย่างสนิทใจก่อน จึงจะมอบสิทธิอื่น ๆ ตามมาในอนาคต เปรียบเสมือนร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. 2561 เป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ (หากเป็นดังที่รัฐได้ให้คำมั่นไว้ ?)

จุดเริ่มต้นของ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับแรก เกิดขึ้นช่วงปี 2556 โดยกระทรวงยุติธรรม แต่ถูกปัดตกไปก่อนเข้าสู่สภา ต่อมาได้มีภาคประชาชนได้พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ภาคประชาชน แต่ไม่คืบหน้า ความรับผิดชอบหลักในร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต จึงกลับมาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง

กระทั่ง เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและรับทราบ “ร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต พ.ศ. ...” และ “ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...” รวม 2 ฉบับ ในส่วนเกี่ยวเนื่องกัน โดยมีหลักการสำคัญเพื่อให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม ไม่เลือกปฎิบัติ และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ทั้งนี้ ยังคงไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องให้สิทธิ “ค่าลดหย่อนคู่ชีวิต” เทียบเท่า “ค่าลดหย่อนคู่สมรส” แต่อย่างใด

การแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกันจะเรียกว่า “การจดทะเบียนคู่ชีวิต” ไม่ใช่ “การจดทะเบียนสมรส” ดังนั้น คู่แต่งงานเพศเดียวกันจึงเรียกว่า “คู่ชีวิต” ไม่ใช่ “คู่สมรส” แต่คดีคู่ชีวิตจะอยู่ในอำนาจการพิจารณาเป็นคดีครอบครัว รวมถึงความสัมพันธ์เกี่ยวกับทรัพย์สิน มรดก และครอบครัวของคู่ชีวิตก็จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับคู่สมรสโดยทั่วไป

หลังจาก ครม. มีมติเห็นชอบ พ.ร.บ.คู่ชีวิต กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ จนปรากฏการณ์ #ไม่เอาพรบคู่ชีวิต เนื่องจากหลายคนมองว่า การออกร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต เป็นการแบ่งแยกเพศ แทนที่จะมีการปรับแก้และใช้ พ.ร.บ.เดียวกันกับการแต่งงานระหว่างชายหญิง เพื่อให้ทุกเพศเท่าเทียมกัน

อีกทั้ง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ยังไม่ได้ให้สิทธิต่าง ๆ ของคู่ชีวิตได้เท่าเทียมกับคู่สมรส และร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ยังไม่เปิดให้คนทุกเพศสามารถหมั้นกันได้อย่างถูกกฎหมาย แตกต่างจากการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

สังคมไทยในปัจจุบัน มีคู่ชีวิตเพศเดียวกันและคนข้ามเพศจำนวนมากที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัว เช่น คู่ชาย-หญิงทั่วไป แต่สถานภาพของคู่ชีวิตดังกล่าว กลับไม่มีกฎหมายรับรอง ทำให้บุคคลเหล่านี้ ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งในเรื่องสิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีพึงได้ ทั้งที่ “สิทธิในการก่อตั้งครอบครัว” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งครอบครัวในรูปแบบใดก็ตาม จะเป็นการก่อตั้งครอบครัวตามธรรมชาติ หรือการก่อตั้งครอบครัวบุใญธรรม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา กรณีของคู่รักชาย-ชาย ระหว่าง นายกอร์ดอน เลก ชาวอเมริกัน และ นายมานูเอล ซานโตส ชาวสเปน ซึ่งได้ยื่นขอสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดูลูกสาวที่เกิดจากการติดต่อว่าจ้างให้หญิงไทยรายหนึ่งอุ้มบุญ แต่เมื่อคลอดเด็กหญิงออกมาแล้ว กลับไม่ยอมเซ็นอนุมัติให้ลูกแก่คู่รักชายคู่นี้ โดยอ้างรสนิยมทางเพศที่รักเพศเดียวกันและพัวพันการค้ามนุษย์

ทั้ง 2