• phoothit

“โลกสูงวัย” ทศวรรษแห่งผู้สูงอายุ ไทยพร้อมไหมสำหรับการรับมือ ?

เรื่องโดย : เจตปรียา เครื่อสุคนธ์


sks-atc-22122021-3

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานะสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงปี 2543-2544 คือ มีประชากรอายุ 60 ปี คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีอีกตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย นั่นคือ “ดัชนีการสูงวัย” ซึ่งเป็นการแบ่งระดับสังคมของช่วงวัยในการจำแนกเปรียบเทียบ (ปราโมทย์ ปราสาทกุล, 2556) คือ สังคมเยาว์วัย (young society), สังคมสูงวัย (aged society), สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (completed aged society) และ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super aged society)

ประชากรโลกได้เปลี่ยนผ่านและเข้าสู่ประชากรสูงวัย ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสมาชิกในยุโรป อเมริกาเหนือ ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ขณะที่บางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก

ขณะนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 2 ใน ASEAN รองจากสิงคโปร์ และอีกไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า ไทยจะแซงสิงคโปร์ (ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2564) มีการคาดการณ์ว่า ปี พ.ศ. 2583 (ค.ศ. 2040) จะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 17 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด

ประเทศไทยและทั่วโลกจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับเพื่อมือกับทศวรรษแห่งผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับมหภาค อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายได้ต่อหัวของประชากร การออม และการลงทุน งบประมาณของรัฐบาลการจ้างงานและผลิตภาพของแรงงานและระดับจุลภาค ได้แก่ ผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์และบริการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการเงินและด้านสุขภาพ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่ต้องการการวางแผนอย่างเป็นระบบและเริ่มดำเนินการล่วงหน้า เนื่องจากมาตรการต่าง ๆ หลายประการล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการกว่าจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

หากดูจากสถิติข้อมูลต่าง ๆ จะพบว่า เป็นไปได้ว่าคนไทยจะต้องเตรียมการรับมือในสถานการณ์สังคมสูงอายุ ดังต่อไปนี้

อายุของคนไทยจะยืนยาวขึ้น : ปัจจุบันมีการเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี แต่ในปี 2568 อายุของคนไทยโดยประมาณจะอยู่ที่ 85 ปี ยิ่งอายุยาวนานขึ้น ทำให้ยิ่งต้องเตรียมเงินเพื่อใช้จ่ายในวัยสูงอายุเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น

ค่าครองชีพทำให้ของแพงขึ้น : ด้วยเงินเฟ้อในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 4% ปัจจุบันอาหารตามร้านทั่วไปเฉลี่ยราคาอยู่ที่จานละ 40-50 บาท อีก 20 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ว่าอาจจะถึงจานละ 90 บาท ทุกอย่างแพงขึ้น 2 เท่า เนื่องจากเงินเฟ้อ

ค่ารักษาพยาบาลมีแต่แพงขึ้น : ปีละ 5-8% ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเบียดเบียนเงินเก็บสำหรับผู้สูงวัยมากที่สุด ผู้สูงอายุเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อการเข้าโรงพยาบาลหนึ่งครั้งอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท และจะสูงกว่าคนที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุอยู่ประมาณหมื่นกว่าบาท

โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง : ครอบครัวยุคใหม่เลือกที่จะมีลูกคนเดียวมากขึ้น จำนวนประชากรวัยทำงานก็มีน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้คนนิยมครองตัวเป็นโสดมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลถึงการพัฒนาประเทศที่ช้าลง ทำให้เศรษฐกิจก็จะเติบโตช้าลงไปด้วย

เงินเก็บหลังเกษียณไม่เพียงพออีกต่อไป : ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่สุด ลองคิดแบบง่าย ๆ ถ้าถึงอายุ 40 ปี ต้องการเงินใช้หลังเกษียณปีละ 240,000 บาท แต่มูลค่าเงินในปัจจุบัน ต้องการเกษียณอายุ 60 ปี หรือ อีก 20 ปี จากเงิน 240,000 บาทที่จะต้องมี จะกลายเป็นเงิน 530,000 บาทเนื่องจากเงินเฟ้อ 4% ต้องการมีเงินใช้ไปจนสิ้นอายุไข 80 ปี หรือ อีก 20 ปี ทำให้อาจจะต้องมีเงินขั้นต่ำ 10 ล้านบาท

เกิดโรคที่มักเกิดขึ้นในวัยสูงอายุมากยิ่งขึ้น : จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2554 ได้ระบุว่า ทุก ๆ 4 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็ง อยู่ 1 คน ทุก ๆ 6 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ อยู่ 1 คน และทุก ๆ 6 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก อยู่ 1 คน และคนที่มีอายุมากกว่า 90 ปี จะมีโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์ถึง 30% โดยโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์ของผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดการระบบสวัสดิการต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าครองชีพสูงฉุดรายได้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ได้จำนวนไม่พอกับการใช้จ่าย และสิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุอื่น ๆ ในโครงสร้างทางสังคม ที่ถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบอาชีพ ด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการสาธารณะอื่น เป็นต้น

ส่งผลให้เป็นปัญหาที่ยากจะรับมือสำหรับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในอนาคต จำเป็นต้องเร่งแก้ไข ซึ่งวัยสูงอายุไม่สามารถที่จะรับมือและแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยตนเองได้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะพิจารณาว่า ควรปรับโครงสร้างทางสังคม มาตรการ ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ไปในรูปแบบทิศทางใด จึงจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้าสู่ทศวรรษแห่งผู้สูงอายุระดับสุดยอดในอีก 10 ปีข้างหน้าได้

อีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร ถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนถึงวิกฤติสถานการณ์ศตวรรษของผู้สูงอายุ ?

อ้างอิง :

สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ และ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์