• phoothit

Death Cleaning: “ทิ้งก่อนตาย” วิธีจัดการข้าวของก่อนวันนั้นจะมาถึง

เรื่องโดย : พิชญ์ชานันท์ ศรีสุข


sks-atc-22122021-2

แต่ละวันผ่านพ้น อายุไขของเรากลับค่อย ๆ ลดลง จนถึงวันหนึ่งที่ความตายอาจพรากชีวิตของเราไป ซึ่งความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคน ยิ่งสำหรับคนที่อายุเข้าวัยเกษียณมาด้วยแล้ว ความตายอาจเป็นเรื่องของวันนี้หรือพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป

อาจจะดูเศร้าปนหดหู่ในคราวเดียว เมื่อต้องนึกถึงเรื่องความตาย แต่การยอมรับความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เร็วมากเท่าไร ยิ่งทำให้เราเตรียมเผชิญหน้ากับมันได้ดี และได้วางแผนลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ก่อนตายได้อย่างรอบคอบมากขึ้นเท่านั้น

คราวนี้ ลองมองไปยังรอบ ๆ ตัวเรา สังเกตข้าวของเครื่องใช้ ที่ทำงานทั้งชีวิตเพื่อแลกมา หรือเป็นของขวัญที่ได้รับจากใครสักคน บ้างเป็นสิ่งของที่มีความทรงจำล้ำค่า บ้างเป็นสิ่งของล้ำมูลค่ามากกว่าความทรงจำดี ๆ คำถามคือ สิ่งของชิ้นไหนควรเก็บและสิ่งไหนไม่ควรเก็บ

มนุษย์มักไม่ชอบทิ้งข้าวของ เพราะเชื่อว่า ของเหลือดีกว่าขาด กระทั่งให้เหตุผลแย้งกับตัวเองก่อนทิ้งเสมอว่า “เราอาจต้องการใช้มันในภายหลัง” และจะวนเวียนกับการตัดสินใจที่ลังเลไปมา จนนำไปสู่ภาวะไม่ปล่อยวาง

การไม่ปล่อยวางเป็นตัวการสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ชีวิตก่อนตายเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจ ลองจินตนาการดูว่า หากเรากำลังนอนป่วยบนเตียงอาการโคม่า แต่ในหัวกลับนึกถึงแต่สารพัดข้าวของที่หวงแหน จนลืมนึกถึงคนเฝ้าดูแลอยู่ข้าง ๆ จะเป็นอย่างไร

โลกหลังความตายไม่สามารถนำสิ่งของใดติดตัวไปได้ และการหลงเหลือความทรงจำที่ดีครั้งสุดท้ายไว้ให้คนที่ยังอยู่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า

“Death Cleaning” หมายถึง การทำความสะอาดบ้านก่อนตายหรืออีกนัยหนึ่งคือ การจัดระเบียบข้าวของ เครื่องใช้ และทำความสะอาดบ้าน ให้เหมือนกับว่าเราพร้อมจะจากไปในทุกเมื่อ เป็นแนวคิดแบบ Minimalism ของชาวสวีเดนที่นิยมปฏิบัติ

จุดที่น่าสนใจคือ การเก็บสิ่งของให้เหลือเท่าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น เพื่อเป็นการลดภาระให้กับลูกหลานที่ต้องคอยมาเก็บข้าวของให้หลังจากที่เราได้ตายจากไป ซึ่งถือเป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งของของตัวเองและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นก่อนตาย

สิ่งของแต่ละชิ้นล้วนมีระดับความยากในการตัดสินใจทิ้งที่แตกต่างกัน ซึ่งมักขึ้นอยู่กับความสำคัญของสิ่งของชิ้นนั้น ๆ กล่าวคือ สิ่งของบางชิ้นทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนความรู้สึก ว่าในครั้งหนึ่งเรามีความสุข ความปลาบปลื้ม ความเศร้า หรือแม้แต่ความเจ็บปวด เมื่อต้องทิ้ง ความรู้สึกกลัวการสูญเสียความทรงจำเหล่านั้น จะปรากฏขึ้นมาตรงหน้าในทันทีจนตัดใจทิ้งไม่ลง

เช่นนั้น เมื่อต้องตัดสินใจทิ้งข้าวของ ให้เลือกหยิบเฉพาะสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และสิ่งของที่สร้างความสุขในปัจจุบันให้เราได้เท่านั้น ซึ่งสิ่งของที่ให้ความสุขในอดีตควรทิ้งไป เพราะถือว่ามันได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว

“คนโด มาริเอะ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้าน ได้กล่าวถึงหลักการทิ้งของในหนังสือ “ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” (The Life-Changing Magic of Tidying Up) ไว้ว่า สิ่งของชิ้นไหนที่ทำให้รู้สึกไม่ Spark joy ก็โยนมันทิ้งไป โดยเป็นการนำเอาข้าวของมาสำรวจความสำคัญก่อนทิ้ง ถ้าหากชิ้นไหนทำให้รู้สึกถึงพลังของความสุขได้ค่อยเก็บเอาไว้

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การบอกวิธีเก็บข้าวของ จัดระเบียบ และทำความสะอาดบ้าน เพื่อให้ได้สัมผัสกับความสุขและความพึงพอใจในการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งของที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง

คนโด มาริเอะ ได้อธิบายวิธีการจัดระเบียบข้าวของไว้หลายแง่ ซึ่งล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะการพูดถึงเบื้องลึกของเหตุผลในการตัดสินใจเก็บของหรือทิ้งของว่า เป็นการยึดติดอยู่กับอดีตและกังวลใจเกี่ยวกับอนาคต

การยึดติดอยู่กับอดีตและกังวลเกี่ยวกับอนาคตนั้น กระทบต่อการตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต บางเรื่องอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเป็นไปได้ว่า ของบางชิ้นที่เก็บความทรงจำในอดีตเอาไว้ อาจก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบต่อคนที่พบกับสิ่งของของเราได้ในอนาคต ซึ่งเราหลีกเลี่ยงได้

เช่นเดียวกันนี้ ตัวช่วยสำคัญในการตอบคำถามข้างต้นที่ว่า สิ่งไหนควรเก็บไว้และสิ่งไหนควรทิ้ง นั่นอาจหมายถึง การลองนึกถึงใจคนอื่นให้มากก่อนที่จะเลือกยึดติดกับสิ่งของของตัวเองก่อนตาย

ท้ายที่สุดแล้ว กุญแจสำคัญของการจัดการสิ่งของแบบ Death Cleaning คงไม่ใช่แค่การทิ้งเพื่อลดภาระต่อลูกหลาน หรือให้ตระหนักถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเท่านั้น

หากแต่เป็นการให้เราได้หวนนึกถึงความผูกพันต่อสิ่งของแต่ละชิ้นอย่างเต็มที่ และได้อำลาข้าวของทุกชิ้นก่อนจะจากไป เพื่อเราจะได้เป็นอิสระจากวัตถุสิ่งของเหล่านั้น ให้เหลือพื้นที่สำหรับความทรงจำดี ๆ ร่วมกับคนที่เรารักแทน