• phoothit

“เกษียณรอวันตาย” ชะตากรรมของผู้สูงอายุไทย ชีวิตที่แขวนไว้บนเส้นความยากจน

เรื่องโดย : ประกฤติ โคตรพงษ์


sks-atc-21122021-1

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 และ ในปี 2564 ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชากรผู้สูงวัยไทยกว่า 4 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของสัดส่วนประชากรสูงวัยทั้งหมด 12 ล้านคน มีรายได้น้อยหรือรายได้ต่ำกว่า “เส้นความยากจน” โดยความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ เบี้ยยังชีพ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินทดแทนกรณีชราภาพจากกองทุนประกันสังคม ตามเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)


การเข้าสู่ช่วงสูงวัยโดยไม่มีเงินเพียงพอต่อการยังชีพ ในขณะที่ภาครัฐไม่มีความยั่งยืนทางการคลังเพียงพอที่จะช่วยเหลือ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับสังคมไทย เนื่องจากสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นเป็น 26% ของประกรทั้งประเทศ ในอีก 20 ปี และการแก้ปัญหายังขาดวิสัยทัศน์ร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ขณะเดียวกันหากภาครัฐและหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบประสานความร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาภาพรวมอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าจะส่งผลให้ผู้สูงวัยอยู่ได้โดยไม่ยากจน และเพิ่มความมั่นคงในชีวิตยามบั้นปลายชีวิตอย่างไร้กังวล


ความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุไทย ดร.ณปภัช สัจนวกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มแรก คือผู้ได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน 9,663,169 คน กลุ่มที่สอง ผู้ได้รับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำนวน 803,293 คน กลุ่มที่สาม ผู้ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากกองทุนประกันสังคม มีจำนวน 598,550 คน (ข้อมูลที่สำรวจ ปี 2564)


ที่ผ่านมาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ โดยประเทศไทยเริ่มจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุครั้งแรกเมื่อปี 2536 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน จนกระทั่งปี 2554 รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นขั้นบันได ไล่ตามช่วงอายุตั้งแต่ 600-1,000 บาทต่อคนต่อเดือน มาจนถึงปัจจุบัน


แม้จะมีการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขึ้นมาจากเดิม ทว่าเงินที่ได้รับไม่เพียงพอกับการยังชีพได้จริง เมื่อนำเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในวงเงิน 600 บาทที่ได้รับต่อเดือน มาเปรียบเทียบกับเส้นความยากจนที่ล่าสุดปี 2563 อยู่ที่ 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเห็นได้ว่า 600 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น เป็นจำนวนต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่มากกว่า 4.6 เท่า (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)


“ชีวิตบั้นปลายอันไร้ที่พึ่งของสูงวัยไทย ถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายบาง ๆ ของความยากจน ที่พร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ เมื่อชีวิตคนเหล่านี้ร่วงลงพื้น พื้นที่แทบไม่มีอะไรรองรับ ตกลงมาไม่ตายก็อาการสาหัส สูงวัยไทยต้องกล้ำกลืนน้ำตารอวันตายอย่างเดียวดาย เพราะนโยบายที่ด้อยประสิทธิภาพของภาครัฐ”

ด้าน สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้นำเสนอบทวิจัยเรื่อง “ระบบจัดการรายได้ผู้สูงอายุ : ควรปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เพียงพอและยั่งยืน” (ปี 2564) ระบุว่า รายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุควรอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน หากดำรงชีพแบบอยู่สบายจะอยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป


ทว่าเมื่อมองย้อนกลับไปยังเบี้ยชราภาพของผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม 1,500-3,000 บาทต่อคนต่อเดือน อาจมีเงินเพิ่มจากการออมภาคสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แม้จะมีรายได้ส่วนนี้ที่เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินใช้จ่ายอย่างเพียงพอ เพราะผู้สูงอายุยังมีค่าใช้จ่ายในอีกหลายสิ่ง นอกเหนือจากค่าอาหารในแต่ละวัน ยังมีค่ายารักษาโรค และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแตกต่างกันออกไป ซึ่งเงิน 1,500 บาท จึงไม่เพียงในการยังชีพ รวมถึงเงินจำนวนดังกล่าวยังไม่พ้นเส้นความยากจนด้วยซ้ำ


ส่วนกลุ่มข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญเป็นกลุ่มที่มีรายได้ประมาณ 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือบางรายอาจได้มากกว่านั้น หากรวมกับเงินก้อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการประกอบด้วย เงินชดเชย เงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ และเงินจากผลประโยชน์ตอบแทน


นอกจากนั้น สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มองว่า การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยให้ทยอยปรับขึ้นต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อ งบประมาณที่รัฐนำมาใช้ จะเท่ากับรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 16.9% หรือเพิ่มขึ้นอีก 9.3% แต่การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มคงไม่เกิดขึ้นได้จริง เพราะกระทบต่อภาคครัวเรือน หากรัฐบาลต้องเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนี้ให้กับผู้สูงอายุ จะใช้แหล่งเงินทุนระยะยาวจากช่องทางใด แต่ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการผลักภาระให้กับวัยทำงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาคนไทยจ่ายภาษีสูงลิ่วอยู่แล้ว แต่กลับได้รับรัฐสวัสดิการส่วนทางกับเงินในกระเป๋าที่เสียภาษีไปอย่างน่าเสียดาย คำถามคือถ้ารัฐปรับเพิ่มภาษีแต่ไม่สามารถจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงวัยตามอัตราเงินเฟ้อได้ จากข้อดีจะกลายเป็นผลเสียทั้งกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุหรือไม่


ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขั้นต่ำตามข้อเสนอของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั้น ชี้ชัดว่า เงินจำนวนดังกล่าวคาบเกี่ยวใกล้เคียงเส้นความยากจนมากขึ้นเพียง 200 กว่าบาทเท่านั้น ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน ที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีความเห็นว่า สามารถอยู่ได้อย่างสบายนั้น หากเทียบกับรายได้ขั้นต่ำตามกฎหมายยังห่างกันอยู่พอสมควร คำถามที่มีต่องานวิจัยชิ้นนี้คือ ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าเงิน 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน จะสามารถใช้ชีวิตอย่าง “สุขสบาย”


ท้ายที่สุด ปัญหาความมั่นคงทางด้านรายได้ยามบั้นปลายของคนไทยจะไม่เกิดขึ้น หากรัฐวางรากฐานคุณภาพสวัสดิการที่มั่นคงตั้งแต่วัยทำงาน ผ่านการนำแรงงานนอกระบบประกันสังคมเข้าสู่ระบบอย่างจริงจัง ปรับเพิ่มค่าแรงให้สอดคล้องกับค่าครองชีพตามความเป็นจริง รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับวัยแรงงาน เหล่านี้จะเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน มากกว่ากล้ำกลืนฝืนทนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


ไม่เพียงแค่นั้น ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว อีกทั้งสะสมมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ควรจะเร่งดำเนินการโดยด่วน ทั้งระยะสั้นระยะยาว ไม่ควรมีใครถูกทิ้งให้ชีวิตแขวนไว้บนเส้นแห่งความยากจน ที่รอวันขาด


ที่มา : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ