• phoothit

กลุ่มเสี่ยงสูงวัยครวญเรื่องวัคซีน “เข้าถึงยาก” ปัญหาโควิดที่รัฐควรใส่ใจก่อนสายเกินไป

เรื่องโดย : เจตปรียา เครือสุคนธ์


sks-atc-18012022-1

เป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ที่สถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งนับตั้งแต่ในปี 2564 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2565 ถือเป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงหลายประการ ทั้งการกลายพันธุ์ของ โควิด-19 เพิ่มขึ้นหลายสายพันธุ์ การผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 นานาชนิด

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลให้กับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิต โดยคร่าชีวิตผู้คนจำนวนไม่น้อย เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับทุกประเทศ ที่ต้องเผชิญหน้า และแก้ปัญหาในเรื่องผลกระทบที่ได้รับ ซึ่งเป็นตัวชีวัดได้ดีว่า แต่ละประเทศรับมือกับสถานการณ์ที่ร้ายแรงได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ที่เริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และเริ่มมากขึ้นหลังจากเทศกาลปีใหม่ 2565 สถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศไทยยังถือว่า จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบจากสถิติยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในหลาย ๆ ประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะมียอดผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ แต่ทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด และการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้

เป็นที่น่ากังวลสำหรับกลุ่มเสี่ยง (กลุ่ม 608) ได้แก่ กลุ่มโรคเสี่ยง คนท้อง และผู้สูงอายุ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการการป้องกันโควิดได้อย่างทั่วถึง หรือการเข้าถึงที่ยากลำบาก เนื่องจากกลุ่มนี้ จัดอยู่ในกลุ่มที่เปราะบางที่ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายกว่าทั่วไป แม้รัฐบาลจะรณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยงกลุ่มนี้ เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยเร็ว เพราะข้อมูลจากหลายผลสำรวจได้ระบุชัดว่า การฉีดวัคซีน 2 เข็มไม่เพียงพอต่อการป้องกันโควิดสายพันธุ์โอมิครอน

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีผลวิจัยจากบริษัท Pfizer รายงานเรื่องระดับภูมิคุ้มกันและประสิทธิผลในการป้องกันโรค ข้อมูลเบื้องต้นได้ระบุกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่ฉีดวัคซีนสองเข็มแล้วว่า อาจจะป้องกันโควิดได้ไม่ดีนัก รายงานจากผลผลวิจัยได้ระบุถึงการติดตามผลการฉีดวัคซีน Pfizer สองเข็ม ไปนาน 6 เดือน ในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุลดลงเหลือน้อยกว่าในกลุ่มบุคลคลที่อายุน้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็น Anti SARS-CoV-2 S1 หรือ RBD-IgG และในกลุ่มภูมิคุ้มกันที่ทำลายไวรัสโดยตรง (NAb) ก็ลดลงชัดเจน

นอกจากนั้น ระดับการทำงานของทีเซลล์ ซึ่งร่วมกับภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับไวรัส ก็มีผลการทำงานลดลง ทำให้พบผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนสองเข็มแล้วเป็นเวลาตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป เริ่มมีอัตราการติดเชื้อ การป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล มากกว่าคนที่อายุน้อยกว่าและได้รับวัคซีนสองเข็มเท่ากัน

ข้อมูลจาก PPTV online จากการสำรวจการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของผู้สูงอายุ พบว่า การเข้าถึงวัคซีนเข็ม 3 ของกลุ่มเสี่ยงยังเป็นเรื่องยาก ปัญหาที่พบได้จากการสำรวจ คือ กลุ่มเสี่ยงได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การลงทะเบียนวัคซีนเข็ม 3 ผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา

ปัญหาที่พบ คือ ผู้สูงอายุที่ต้องลงทะเบียนเพื่อเข้ารับวัคซีนเข็ม 3 ซึ่งใช้งานผ่านระบบหมอพร้อม โดยมีการนัดผ่านระบบ เมื่อถึงเวลาที่ต้องฉีดเข็มกระตุ้น และมีการแจ้งว่า ระบบหมอพร้อมจะแจ้งเตือนมายังผู้ที่ถึงเวลาจะต้องฉีด ซึ่งเข้าเกณฑ์ต้องฉีดในเดือนนี้ แต่ระบบก็ยังไม่แจ้งเตือนว่า จะให้ไปฉีดที่ไหน หรือในผู้สูงอายุบางคนที่เห็นข่าวว่า บางโรงพยาบาล เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนรับวัควีนเข็ม 3 จึงพยายามจะลงด้วยตัวเอง โดยได้พยายามลงทะเบียนอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ผ่านขั้นสุดท้ายคือ กรอกเลข OTP เพราะกรอกผิดกรอกถูก จำตัวเลขไม่ได้ จำเป็นต้องพึ่งลูกหลานช่วยในการลงทะเบียน หรือในผู้สูงอายุบางคน ที่ได้รับวัคซีนเข็ม 1 และ 2 ฉีดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่เมื่อจะเข้ารับเข็ม 3 โรงพยาบาลแจ้งไม่ได้รับจัดสรรวัคซีน จำเป็นต้องหาโควต้าของโรงพยาบาลอื่น เพื่อให้ได้รับวัคซีนกระตุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากสำหรับวัยสูงอายุ

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการที่ผู้สูงอายุมีการเข้าถึงดิจิทัลเทคโนโลยีน้อยมาก จึงส่งผล ทำให้เกิดปัญหาในการเข้าถึงแอพลิเคชันต่าง ๆ การเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำให้ขาดการเข้าร่วมในกิจกรรม หรือการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากลำบากอย่าง กลุ่มผู้สูงอายุไร้บ้าน หรือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน และไม่มีเทคโนโลยีในการติดตามข้อมูลข่าวสาร ที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งพิจารณาหาแนวทางแก้ไข้ปัญหานี้ ในขั้นพื้นฐาน ควรให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเป็นลำดับต้น ๆ ในการเข้ารับวัคซีน ซึ่งอาจทำได้โดยการอนุโลมให้ผู้สูงอายุสามารถวอล์คอินฉีดวัคซีนได้ที่จุดฉีดได้ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทะเบียนที่ง่ายขึ้น เพื่อให้สามารถลงทะเบียนได้ง่ายและทั่วถึง

ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ยังคงส่งผลกระทบร้ายแรงที่ไม่อาจควบคุมให้หยุดระบาดได้ การแก้ปัญหาโดยทำให้การระบาดลดน้อยลง จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ควรได้รับการสวัสดิการและการดูแลที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องด้วยผู้สูงอายุคือกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสได้ง่าย อีกทั้ง ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงอายุขั้นสุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบเป็นวงที่กว้างขึ้น จนอาจเป็นอุปสรรคในการรับมือกับวิกฤติสังคมผู้สูงอายุขั้นสุดในอนาคต

ข้อมูลบางส่วนจาก : มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ, www.thebangkokinsight.com, www.pptvhd36.com, www.thansettakij.com




ดู 36 ครั้ง0 ความคิดเห็น