• phoothit

เขียนสร้างสุข ด้วยสมุดเพียงหนึ่งเล่ม ทำได้อย่างไร ?


sks-atc-17112021-1

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา สุขเกษียณ ได้จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปงานเขียน “สร้างสุขด้วยสมุดหนึ่งเล่ม” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนเบื้องต้นและทำกิจกรรมการเขียนเพื่อสร้างสุข


คลิกเพื่อชมภาพบรรยากาศกิจกรรม ที่ https://www.facebook.com/404262380432955/posts/970585807133940/?d=n

แล้วการเขียนจะสามารถสร้างสุขได้อย่างไร ?

ความสุขโดยทั่วไป พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า “ความสบายกายสบายใจ เช่น ชีวิตย่อมมีทั้งทุกข์ และสุขปะปนกัน, มักใช้คู่กับคำว่า เป็น เช่น อยู่เย็นเป็นสุข” ส่วน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) นิยามความหมายไว้ว่า “ความสบาย ความสำราญ ความฉ่ำชื่นรื่นกายรื่นใจ” โดยความสุขในทางศาสนาพุทธนั้นแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

1. กามสุข ความสุขเนื่องด้วยกาม ได้แก่ ความสุขที่เกิดจากกามารมณ์ คือความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา

2. ฌานสุข ความสุขที่เกิดจากฌาน คือการเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นสมาธิ

3. นิพพานสุข สุขเนื่องด้วยนิพพาน คือการดับกิเลสและกองทุกข์

ความสุขระดับที่ง่ายสุดคือกามสุข ที่เกิดจากความอยาก ความปรารถนา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อได้รับการตอบสนอง เช่น เมื่ออยากกินน้ำหวาน ได้กินน้ำหวาน ก็เกิดเป็นสุขได้ เป็นต้น

การที่จะตอบสนองความสุขในขั้นนี้ จำเป็นต้องรู้ในสิ่งที่ตนเองต้องการหรือปรารถนาเสียก่อน ซึ่งการที่จะรู้และเข้าใจนั้น หลักธรรมที่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการใช้พิจารณาได้อันหนึ่ง คือ “สัปปุริสธรรม 7” อันประกอบไปด้วย

1.รู้เหตุ (หลักการ กฎเกณฑ์ หน้าที่ สาเหตุ ที่มา)

2.รู้ผล (จุดมุ่งหมาย ผลลัพธ์ สิ่งที่ตามมา สิ่งที่เป็นไป)

3.รู้ตน (ภาวะ สิ่งที่เกิด ความรู้ อารมณ์ ความปรารถนา)

4.รู้ประมาณ (พอเหมาะ พอดี เข้ากัน)

5.รู้กาล (กาละ เวลา)

6.รู้สังคม (ขนบธรรมเนียม ประเพณี จารีต ข้อปฏิบัติ วัฒนธรรม)

7.รู้คน (ความแตกต่าง ใจเขาใจเรา)

สิ่งเหล่านี้เมื่อเรารู้ จะทำให้เรารู้เท่าทันและเข้าใจตนเองมากขึ้น รวมถึงรู้ถึงความต้องการของตนเอง เพื่อตอบสนองให้เกิดความสุขได้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถใช้สร้างสุขระดับพื้นฐานได้ง่าย ๆ เช่น มีความรู้สึกอยากกินข้าวมันไก่ (รู้ตน) เพราะดูรายการทำอาหารในทีวี (รู้เหตุ) ถ้าได้กินก็จะหายอยากได้ (รู้ผล) ซื้อสักหนึ่งห่อก็น่าจะเพียงพอ (รู้ประมาณ) วางแผนไปซื้อช่วงเย็นเพราะตอนนี้ไม่ว่าง (รู้กาล) ถ้าไประหว่างทำงานอาจจะโดนติเตียนได้ (รู้ผล รู้สังคม รู้คน รู้กาล) เป็นต้น

จากวิธีการเข้าใจตนเองข้างต้น ประกอบกับการเขียน “บันทึกส่วนตัว” จะทำให้เห็นและเข้าใจตนเองมากขึ้น ซึ่งสามารถสร้างความสุขได้วิธีการหนึ่ง

ทำไมต้องเป็นการเขียนบันทึกส่วนตัว ?

การเขียนบันทึกส่วนตัวหรือไดอารี่ เป็นการเขียนในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ไม่มีแบบแผน ไม่มีกรอบ หรือระเบียบวิธีการกำหนดตายตัว กล่าวคือ เป็นการเขียนที่ให้อิสระแก่ผู้เขียน สามารถเขียนหรือบันทึกอะไรก็ได้ลงไปตามแต่ใจผู้เขียนเอง บางสิ่ง บางอย่าง อาจเป็นความลับหรือสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นได้รับรู้ สมุดบันทึกก็ให้พื้นที่นั้น โดยไม่ติเตียน ตัดสิน แต่อย่างใด

ข้อดีของการเขียนบันทึกส่วนตัว คือ

1. บันทึกและประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้น

การเขียนบันทึกส่วนตัว สามารถบันทึกความทรงจำหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ เมื่อกลับมาอ่านก็สามารถย้อนความรู้สึกหรือประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการนึกในใจ

2. เข้าใจความคิดของตนเอง

เมื่อกลับมาอ่านบันทึกที่เขียนไว้ สามารถทำให้เห็นความคิดของตนเอง เมื่อทบทวนและพิจารณาก็จะสามาเข้าใจได้มากขึ้น

3. มองเห็นบริบทของชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นมีบริบทล้อมรอบอยู่เสมอ หากเราบันทึกสิ่งเหล่านั้นลงไป เมื่อกลับมาอ่านทบทวนจะสามารถเห็นบริบทความเป็นไปและเข้าใจได้มากขึ้น

4. เท่าทันความรู้สึกของตนเอง

หากบันทึกความรู้สึกต่อเหตุการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป เมื่อกลับมาทบทวนก็จะสามารถประมวลได้ว่า ความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเราเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรเมื่อกาลเวลาผ่าน

5. เชื่อมต่อกับจิตใจตนเอง

เมื่อเข้าใจความรู้สึกหรืออารมณ์จากสิ่งที่บันทึกบ่อยเข้า ก็จะสามารถคาดการณ์หรือเข้าใจความรู้สึกของตนเองได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้น

6. บันทึกเรื่องราวหรือบทเรียนที่สำคัญ

เหตุการณ์ที่สำคัญมีวิธีบันทึกหลากหลาย การเขียนบอกเล่าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง

7. ได้สนทนากับตนเอง

การเขียนบันทึกคือการบอกเล่าสิ่งที่อยู่ในความคิดและความรู้สึก การได้อ่านสิ่งที่ตนเองเขียนก็เป็นการสนทนากับตนเอง และเรายังสามารถตั้งคำถามกับตัวเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้อีกด้วย

8. ระบายความคิดและความรู้สึก

สมุดบันทึกเปิดพื้นที่อิสระให้เราสามารถระบายความคิดหรือความรู้สึกได้อย่างเสรี ไม่ปิดกั้นและตัดสิน บางสิ่งที่ต้องการระบายแต่ไม่อยากให้ใครได้รับรู้ การเขียนก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างดี

9. ช่วยพัฒนาสมองด้านความจำ

การได้เขียนและอ่านในสิ่งที่ตนเองได้เขียนลงไป เป็นการทบทวนความจำวิธีการหนึ่ง เมื่อสมองได้คิดทบทวนบ่อย ๆ สามารถชะลอความเสื่อมของสมองในส่วนความทรงจำได้

10. พัฒนาพื้นฐานทักษะการเขียนและการสื่อสาร

การเขียนเป็นการสื่อสารที่ไม่ความซับซ้อนมากกว่าการพูดหรือสื่อสารทางร่างกาย การได้เขียนก็เป็นการฝึกทักษะการสื่อสารไปด้วยในตัว อีกทั้งการเขียนบันทึกส่วนตัวก็เป็นพื้นฐานไปสู่การเขียนในรูปแบบอื่น ๆ ที่ซับซ้อนและมีแบบแผนได้

กล่าวโดยสรุปคือ การเขียนบันทึกส่วนตัวนั้น อิสระเสรี และให้พื้นที่ส่วนตัวมากกว่าการเขียนประเภทอื่น ๆ จึงเหมาะแก่การทำความเข้าใจตนเองผ่านเรื่องราวของตนเอง เมื่อเราสามารถพิจารณา ทบทวน วิเคราะห์สิ่งทีเราบันทึกลงไป จะสามารถมองเห็นหรือรู้เท่าทันจิตใจของตนได้มากขึ้น เช่น รู้ต่าง ๆ ตามหลักธรรม สัปปุริสธรรม 7 เมื่อรู้ก็ทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็สามารถตอบสนองความรู้สึกหรือความต้องการหรืออารมณ์นั้นได้อย่างตรงจุด เมื่อนั้นความสุขก็สามารถบังเกิดขึ้นได้นั่นเอง