• phoothit

“ถูกทิ้งไว้ข้างทาง” กลุ่มเปราะบางในสังคมสูงวัย ปัญหาใหญ่ที่รัฐยังไม่ใส่ใจ

เรื่องโดย : เจตปรียา เครือสุคนธ์


sks-atc-17012022-1

ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เมื่อประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และในอนาคตอีก 17 ปี จะเข้าสู่สังคมผู้สูอายุขั้นสุดยอด แต่รัฐกลับยังไม่ได้เตรียมรับมือหรือแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงเท่าที่ควร


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางในสังคม ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่มากกว่าการดูแลให้ความคุ้มครองกับผู้สูงอายุกลุ่มทั่วไป เนื่องจากความซับซ้อนของปัญหาผู้สูงอายุกลุ่มเฉพาะ ทำให้การแก้ไขปัญหามีความยากมากยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มผู้สูงอายุไร้บ้าน ผู้สูงอายุในกลุ่มคนไทยไร้สิทธิหรือมีปัญหาสถานะบุคคล แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น

กล่าวคือ นอกจากจะประสบปัญหาพื้นฐานเช่นเดียวกับผู้สูงอายุทั่วไปแล้ว (มีภาวะพึ่งพิง และขาดหลักประกันความมั่นคงทางการเงิน) ผู้สูงอายุกลุ่มเฉพาะยังต้องประสบกับปัญหาซับซ้อนเฉพาะกลุ่มอีก เช่น การมีปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่าประชากรทั่วไป เนื่องจากพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม อีกทั้ง เข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาหรือถูกเลือกปฏิบัติ ส่งผลให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง หรือในหลายรายเลือกที่จะไม่เข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล

โครงการการทบทวน สังเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุไทย ได้เปิดเผยผลจากการศึกษาสถานการณ์ของผู้สูงอายุกลุ่มเฉพาะในประเทศไทยที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ โดยมีการใช้แนวคิดเรื่องความเปราะบางมาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มเฉพาะ จำแนกเป็นความเปราะบางด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากความเสื่อมถอยตาม ความเปราะบางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้สูงอายุบางกลุ่มด้อยโอกาสหรือเข้าไม่ถึงสิทธิที่พึงได้รับ ทำให้สามารถแบ่งประชากรสูงอายุกลุ่มเฉพาะเป็น 6 กลุ่ม คือ


1. ผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะพึ่งพิง เป็นหนึ่งในผู้สูงอายุกลุ่มเฉพาะที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเปราะบางและความเสี่ยงมากกว่าผู้สูงอายุทั่วไป หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ผู้สูงอายุกลุ่มนี้รวมผู้สูงอายุที่พิการทั้งทางร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงสติปัญญาและการเรียนรู้ หรือตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพที่ไม่สามารถประกอบกิจวัตรหลักอันเป็นปกติเยี่ยงบุคคลทั่วไป ประกอบไปด้วย

“ผู้สูงอายุที่มีความพิการและทุพพลภาพ” จากการทบทวนงานวิจัยพบว่า ตัวเลขจากการคาดประมาณว่าในปี 2593 จะมีจำนวนประชากรไทยอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้ด้วยตนเอง ประมาณ 1.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากประมาณ 600,000 คน ในปี 2557 รวมถึงผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขน ขา และมือ โดยไม่สามารถเดินได้เป็นระยะทาง 2-3 เมตร ขึ้นบันได และไม่สามารถยกของได้ด้วยตัวเอง ในปี 2557 มีอยู่ประมาณ 4.4 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 10.3 ล้านคน

“ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม” ข้อมูลความชุกของภาวะสมองเสื่อมในประชากรสูงอายุไทย พบว่า เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 12.3 ในปี 2552 ความชุกที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นและการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมเพิ่ม แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะมีการศึกษาถึงสาเหตุและปัจจัยที่จะช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และในหลายประเทศ ความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุมีแนวโน้มลดลง การให้การดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้ป่วยเอง ครอบครัว และผู้วางนโยบาย โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่พิเศษแตกต่างจากโรคอื่น ๆ เนื่องจากการให้การดูแลส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวในทุกรุ่นวัย


2. ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง สถานการณ์ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งโดยบุตรในประเทศไทย มีการพัฒนาตัวชี้วัดขึ้นมาเพื่อวัดระดับความรุนแรงของปัญหา โดยพิจารณาจากมิติของการอาศัยอยู่ด้วยกันและอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาร่วมพิจารณา เนื่องจากลักษณะการอยู่อาศัยสองประเภทนี้แสดงถึงโอกาสที่ผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลจากบุตร

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2560) พบว่า มีผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ติดต่อกับบุตรลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเหตุผลมาจากการที่ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้น เมื่อนำการได้รับการเกื้อหนุนทางการเงินมาร่วมพิจารณาด้วย พบว่า ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1 ในปี 2550 และร้อยละ 0.8 ในปี 2560 แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุไทยเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น ที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนดูแลทั้งทางวัตถุและจิตใจจากบุตร โดยจำนวนดังกล่าวคงที่ในตลอดช่วง 10 ปี ที่มีการเก็บข้อมูล


3. ผู้สูงอายุไร้บ้าน สถิติผู้สูงอายุไร้บ้านสามารถพิจารณาได้จาก 2 โครงการสำรวจสำคัญ คือ โครงการการสำรวจข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ในปี 2559 และโครงการสำรวจคนไร้บ้าน ในปี 2562 ซึ่งพบคนไร้บ้านที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 20.0 และร้อยละ 17.9 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มกลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ (first-time homelessness) ในช่วงหลังอายุ 50 ปี เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ว่างงานหรือต้องออกจากงาน ไม่มีเงินเพียงพอที่จะเช่าบ้านหรือจ่ายค่าที่พักอาศัยได้ต่อไป


4. ผู้สูงอายุในกลุ่มคนไทยไร้สิทธิหรือมีปัญหาสถานะบุคคล หมายถึง “บุคคลที่มีสัญชาติไทยหรืออ้างว่ามีสัญชาติไทย แต่ยังไม่ได้รับการกำหนดสถานะบุคคลที่ถูกต้อง ทำให้ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิพลเมือง เนื่องจากไม่มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎรที่ถูกต้อง หรือได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎรแล้วไม่ถูกต้อง หรือเป็นคนไทยที่อยู่ระหว่างการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร”


ข้อมูลผู้สูงอายุ จากการสำรวจและให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนไทยไร้สิทธิในปี 2563 มีประมาณ 500 คน ในจำนวนนี้ มีผู้สูงอายุประมาณ 82 คน (ร้อยละ 16) แบ่งเป็นเพศชาย 30 คน และเพศหญิง 52 คน ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เป็นบุคคลตกหล่นทางทะเบียนราษฎร์หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่คนไทยพึงได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพ


5. ผู้สูงอายุและผู้ใกล้สูงอายุที่ย้ายถิ่นย้อนกลับ เมื่อพิจารณาสถานการณ์การย้ายถิ่นภายในประเทศไทย เริ่มมีกระแสการย้ายถิ่นกลับของกลุ่มวัยแรงงานก่อนเกษียณ และกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการย้ายถิ่นเพราะขาดคนดูแลของกลุ่มสูงอายุตอนกลาง และตอนปลาย ส่งผลให้เรื่องการจัดเตรียมบริการสนับสนุนสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ต้นทางที่มีการย้ายถิ่นกลับเข้าไปทวีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ย้ายถิ่นจากเมืองกลับสู่ชนบท

6. ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ ในปี 2562 มีการคาดประมาณว่า ทั่วโลกจะมีจำนวนประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศประมาณ 371 ล้านคน โดยตัวเลขของประเทศไทยอยู่ที่ 3.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.97 (LGBT Capital 2020) ของประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก และหากนำโครงสร้างอายุของประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศของประเทศต่าง ๆ มาปรับใช้กับประเทศไทย จะได้ตัวเลขประมาณการ ประชากรสูงอายุไทยที่มีความหลากหลายทางเพศและอายุ 50+ อยู่ระหว่าง 298,800 (โครงสร้างอายุของสหภาพยุโรป) ถึง 1.2 ล้านคน (โครงสร้างอายุของสหราชอาณาจักร)

จากการศึกษางานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าปัญหาสำคัญของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ คือ มีแนวโน้มจะมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคติดต่อ และโรคเรื้อรัง รวมทั้งมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี เช่น ดื่มสุรา สูบหรี่ มากกว่าผู้สูงอายุทั่วไป อีกทั้ง มีความกังวลว่าจะไม่ได้รับการเกื้อหนุนดูแลจากครอบครัวและสังคมเมื่ออายุมากขึ้น และอาจต้องเผชิญกับการถูกกีดกันและการคุกคามในสถานดูแลระยะยาว


ดังนั้น หากไม่เกิดการขับเคลื่อนไปในทางแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผล ปัญหาต่าง ๆ ยังคงเดิมเหมือนในปัจจุบัน ในอนาคตจะมีผู้สูงอายุที่เผชิญอุปสรรคความยากลำบากในจำนวนที่มากยิ่งขึ้น ตามจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยจำนวนและสัดส่วนประชากรวัยผู้สูงอายุในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จำนวนประชากรวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คน มีแนวโน้มลดลง


สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของประเทศไทย เนื่องจากต่อจากนี้ นับจากปี 2565 ต่อไปอีก 17 ปี หรือในปี 2582 ไทยจะมีจำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 28 ของจำนวนประชากรทั้งหมด จนกลายเป็นสังคมสูงวัยในระดับสุดยอด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ควรจัดการและดูแลกลุ่มผู้สูงอายุอย่างทั่วถึงทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุทั่วไป หรือกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มคนไร้บ้าน เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ข้อมูลบางส่วนจาก : มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ