• phoothit

“โง่ จน เจ็บ” ภาพสะท้อนวาทกรรมดูถูกคนอีสาน กับการทำงานชั่วชีวิตแม้เลยวัยเกษียณ


sks-atc-16112021-1

เรื่องโดย : พิชญ์ชานันท์ ศรีสุข


การที่คนอีสานถูกมองเป็นคู่ตรงข้ามกับคนกรุงอยู่เสมอมา ส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของเศรษฐกิจ การเมือง และสื่อ ที่ผลิตซ้ำแนวคิดแง่ลบให้คนอีสานมองคนกรุงว่า เห็นแก่ตัว ชอบเอารัดเอาเปรียบ และแล้งน้ำใจ ส่วนคนกรุงเองก็มีความเชื่ออย่างปักใจต่อคนอีสานว่า ยากจน ด้อยการศึกษา และล้าหลัง

หากย้อนกลับไปสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นเป็นช่วงหลังสงครามเย็น ที่สหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทผลักดันให้ไทยเปิดรับการค้าเสรี เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ และเปิดการลงทุนจากต่างประเทศ คู่ขนานไปกับการให้ชนชั้นปกครองไทยจัดระเบียบการปกครองประเทศแบบใหม่ โดยใช้ยุทธศาสตร์โฆษณาชวนเชื่อ (psychological Strategy) เพื่อดำเนินการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทยผ่านสื่อต่าง ๆ

ในปี พ.ศ. 2501จอมพลสฤษดิ์ ได้ร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในการนำเอาแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาประกาศใช้ครั้งแรก เพื่อให้ไทยมีความผูกพันทั้งทางอุดมการณ์และการค้าในโลกเสรี จากนั้นไม่นาน ธนาคารโลก ได้เข้ามาสำรวจสภาวะเศรษฐกิจอีกครั้งในปี พ.ศ. 2514 และเสนอรายงานชุด EAP-28 โดยมีรายละเอียดสำคัญสรุปได้ว่า

ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจมีความก้าวหน้าทางวัตถุในรูปของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ยังไม่ประสบผลสำเร็จ กล่าวคือ ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกรวมศูนย์อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งก่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนในภาคต่าง ๆ

วาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ที่กลายมาเป็นคำดูถูกเหยียดหยามคนอีสานจึงได้เริ่มต้นขึ้น เนื่องจาก ยุคนั้นคนอีสานด้อยการศึกษา ใช้แรงงานแทนการใช้สติปัญญา กินอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ขาดสุขอนามัยที่ดี จนเจ็บไข้ได้ป่วย และที่สำคัญคือ เสี่ยงต่อการชักจูงอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้ง่าย ซึ่งต่างจากคนกรุง ที่ได้รับการพัฒนาทั้งการศึกษา ความเป็นอยู่ การรักษาอย่างทัดเทียมกระแสความก้าวหน้าของโลกในสมัยนั้น

ทางสหรัฐอเมริกาเห็นว่า อีสานเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข และได้ผลักดันให้รัฐไทยเข้าไปช่วยเหลือและสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเลือกใช้วิธีการเอาชนะใจคนอีสาน ด้วยโครงการพัฒนาของ จอมพลสฤษดิ์ ที่ได้สร้างถนนหนทาง สร้างสถาบันการศึกษา และแหล่งผลิตพลังงานต่าง ๆ เพื่อเป็นสะพานขยายตัวทางเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ

แต่อีกนัยหนึ่ง การพัฒนาอีสานของรัฐ ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบ โดยได้ดึงเอาทรัพยากรและแรงงานราคาถูกจากอีสานเข้าไปสร้างความเจริญให้กับคนกรุงอย่างแยบยล และทำให้ภาพจำบางอย่างระหว่างคนกรุงกับคนอีสานถูกผลิตซ้ำให้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

ระหว่างรัฐดำเนินการพัฒนาตามแผน ได้มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมและจัดการทรัพยากรของคนท้องถิ่นไปเป็นของรัฐ ทำให้นายทุนและรัฐ พรากทุนของประชาชน ที่หมายถึง ทุนทางทรัพยากร เช่น ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้คนในพื้นที่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้าไปเป็นแรงงานในเมืองกรุงเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่ที่เข้าไปเป็นแรงงานก็คือ “คนอีสาน” เพราะเป็นภูมิภาคที่มีประชากรอยู่มากที่สุดในประเทศ

สื่อ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ในยุคนั้นได้มีอิทธิพลอย่างมากกับคนกรุง ในการสร้างภาพการรับรู้เกี่ยวกับคนอีสานให้มีลักษณะเป็นผู้ยากไร้ ด้อยพัฒนา

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การเรียนการสอนที่มุ่งให้จดจำเกี่ยวกับวิถีคนชนบท ที่ได้รับการช่วยเหลือโอบอุ้มโดยภาครัฐ จากโครงการต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น เป็นผลให้วาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ยิ่งชัดเจนมากขึ้นในสายตาคนกรุง

จากการจำกัด บั่นทอน และตีกรอบ ให้คนอีสานต้องพึ่งพาแต่ภาครัฐอยู่เสมอ จึงกลายมาเป็นผลกระทบต่อวิถีชีวิต และการทำมาหากินของคนอีสาน จากเดิมที่สามารถทำมาหากินได้จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ก็ต้องถูกจำกัดทรัพยากรลง ให้ต้องเลือกทางออกที่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการส่งลูกหลานไปทำงานในเมืองหลวงแทน ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าไปทำงานในเมืองหลวงได้ ก็ต้องเลี้ยงปากท้องตนเองด้วยทรัพยากรที่รัฐมีให้ใช้อยู่อย่างจำกัด

คนอีสานวัยเกษียณส่วนมากจึงประกอบอาชีพหลักเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร รวมถึงรับจ้างงานอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง ช่างไม้ เป็นต้น แต่งานเหล่านี้ ก็ยังไม่สามารถเพิ่มรายได้มากพอที่จะเกษียณตนเองในบั้นปลายชีวิตได้

เนื่องจากรัฐเอื้อให้ระบบทุนนิยมเข้ามามีส่วนกำจัดรายได้ของประชาชน กดให้ราคาเกษตรกรรมตกต่ำ ไปจนถึงถูกกดค่าจ้างให้ต่ำลง โดยอ้างเหตุผลของการเป็นแรงงานนอกระบบที่ไร้คุณภาพ หรือด้อยการศึกษา และเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ต่างจากแรงงานในเมืองหลวง

อีสานยังเต็มไปด้วยภาพสังคมผู้สูงอายุที่ยังคงทำงาน ซึ่งหลายคนมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก และยังถือเป็นการดีเสียอีก ที่ผู้สูงอายุสามารถทำงานแม้อยู่ในช่วงวัยเกษียณ แต่หากมองให้ลึกถึงปัญหา จะเห็นว่า ผู้สูงวัยในอีสานต้องช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวร่วมกับลูกหลานของตนเอง เพราะ รายได้เฉลี่ยต่อคนภายในครอบครัวไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และสวัสดิการจากภาครัฐก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้เห็นผลได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ หากหยิบยกวาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” มาวิเคราะห์คนอีสานในวัยเกษียณ จะเห็นว่า ความโง่ของคนอีสานเกิดจากการเข้าไม่ถึงการศึกษาที่ควรจะได้รับอย่างเท่าเทียม เมื่อต้องทำงานหาเลี้ยงชีพจึงถูกกดค่าแรงให้ต่ำกว่าคนที่มีการศึกษา ส่งผลให้ไม่มีเงินมากพอจะเข้าถึงการรักษาที่ดีมีคุณภาพในตอนเจ็บป่วย สะท้อนนโยบายแผนเศรษฐกิจของรัฐอย่างชัดเจน ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนกรุงกับคนอีสาน

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การจัดการรายได้ของผู้สูงอายุโดยภาครัฐในปัจจุบัน ที่จัดการนโยบายรายได้ผู้สูงอายุให้มีความสลับซับซ้อน โดยนโยบายเน้นให้ตัวระบบเป็นที่ตั้ง แทนการเอาตัวผู้สูงอายุเป็นที่ตั้งและมองที่รายได้รวมจากทุกระบบ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงตนเองในช่วงวัยเกษียณ กล่าวคือ ระบบเสมือนกำหนดให้คนจบระดับปริญญาทำงานในระบบตลอดชีวิต และให้คนจบต่ำกว่าระดับปริญญาทำงานนอกระบบตลอดชีวิต

พิจารณาจากจุดนี้ จะเห็นว่า วาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ยิ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของโครงสร้างระบบ จากนโยบายของรัฐในอดีต ที่เป็นผลพวงทำให้คนอีสานกลายเป็นภูมิภาคที่เกิดความเหลื่อมล้ำทางความมั่นคงมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

ดังที่กล่าวไปข้างต้นอาจมองได้ว่า การทำมาหากินช่วงวัยเกษียณของคนอีสาน โดยเฉพาะผู้ที่ระดับการศึกษาไม่สูงนัก ถือเป็นหน้าที่หนึ่งที่เลี่ยงอย่างไม่ได้ เนื่องจากหนี้ภายในครัวเรือนสูงกว่ารายได้หลัก ทำให้ภาระการแบกรับหนี้จากการกู้ยืมของคนในครอบครัวตกเป็นภาระของสมาชิกคนอื่นด้วย ส่วนผู้สูงอายุที่ยังพอมีกำลังทำงานได้อยู่ ต้องก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภายในครอบครัวร่วมด้วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ที่ส่งผลให้ความยากจนของคนอีสานยังคงสูงเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คนอีสานในปัจจุบันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีตที่ผ่านมา โดยถูกผสมผสานระหว่างสังคมสมัยใหม่กับสังคมสมัยดั้งเดิม จนพัฒนาทั้งการศึกษา สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี และการสาธารณสุข ที่ดีขึ้นกว่าเดิม อาจไม่มีประสิทธิภาพที่ดีและครอบคลุมเช่นดังเมืองกรุง แต่ก็ใกล้เคียงกับภูมิภาคอื่น ๆ ในภาพรวม ทำให้ครอบครัวคนอีสานในปัจจุบัน สามารถสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตในภาพรวมได้มากขึ้นกว่าในยุคปี 2501

ทว่าปัญหาที่ผู้สูงอายุไม่สามารถหยุดทำงานได้หลังเข้าสู่วัยเกษียณยังคงไม่หายไป เห็นได้จากข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2563 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีแรงงานทั้งหมด 37.92 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแรงงานสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กว่า 4.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.39% ของแรงทั้งหมดในปี 2563

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อพิจารณาที่แรงงานระดับภาค ปี 2563 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแรงงานทั้งหมด 9.59 ล้านคน โดยเป็นแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 5.24 ล้านคน หรือคิดเป็น 54.64% เมื่อเทียบกับภาคกลางที่มีแรงงานทั้งหมด 11.77 ล้านคน โดยเป็นแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไป 1.06 ล้านคน คิดเป็นเพียง 9% เท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการทำงานที่ไม่อาจเกษียณได้ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะแรงงานในภาคอีสาน ซึ่งยังไม่รวมถึงแรงงานคนอีสานที่ไปขายแรงงานในภาคอื่น ๆ อีก


อ้างอิง


รวิพรรณ สาลีผล. (2021). ประวัติของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ 2475.


นภาพร อติวานิชยพงศ์. (2021). คนชนบทอีสานกับการทำมาหากิน : ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย.


ณัฐพล ใจจริง. (2021). ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรีย์.


เนตรดาว เถาถวิล. (2021). ‘เฮ็ดอยู่ แต่บ่พอกิน” : คำถามว่าด้วยการพึ่งตนเองของชาวนาเกษตรอินทรีย์ในยุคโลกาภิวัตน์และการพัฒนา.


ทับทิม ทับทิม. (2021). ลูกทุ่งหรือลูกกรุง?: ความเป็นเมืองในชนบทไทย.