• phoothit

“เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” รอดหรือร่วง ในสถานการณ์ไทยปัจจุบัน


sks-atc-12102021-1

“ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ภายใต้มาตรการปิดพื้นที่ช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถามยังคงอาศัยอยู่ที่เดิมประจำ ร้อยละ 81 ของผู้สูงอายุที่ทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ได้ประสบปัญหาอุปสรรคในการทำงาน โดยสัดส่วนดังกล่าว ร้อยละ 36 สูญเสียอาชีพ พื้นที่ค้าขาย หรือถูกปรับลดเงินเดือน”

คือ ผลการวิจัยปี 2563 เรื่อง “ผลกระทบของ COVID-19 ต่อผู้สูงอายุไทย” ของ วิราภรณ์ โพธิศิริ ธนานนท์ บัวทอง และ บุศริน บางแก้ว จาก วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำการศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุในมิติสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การอยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพและสังคม และศึกษาผลกระทบต่อผู้สูงอายุจากการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้สูงอายุที่รายงานว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้หลัก มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 40 เป็น 56 ในช่วงของการระบาด ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่รายงานว่า มีรายได้หลักจากการทำงาน มีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 40 เหลือเพียง 22 เท่านั้น

แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อรายได้ของผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ทั้งผู้ที่มีรายได้หลักจากการทำงานที่สูญเสียไปเกือบครึ่ง และผู้ที่มีรายได้หลักจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเกือบครึ่งเช่นกัน

โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของผู้วิจัย ระบุว่า วิกฤตโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในฐานะหลักประกันทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้สูงอายุ “แต่เบี้ยยังชีพที่ผู้สูงอายุได้รับยังค่อนข้างน้อย และไม่เพียงพอ แม้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19” ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 นั้น การสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเชิงนโยบายในหลายระดับ

นโยบายและมาตรการที่รัฐนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 “ควรต้องคำนึงถึงประชากรสูงอายุที่ยังต้องการทำงานและพึ่งพารายได้จากการทำงานในการดำรงชีวิตด้วย”

จากผลการวิจัยดังกล่าว สรุปได้ว่า แม้ไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ยังไม่เพียงพอหรือไม่ตอบโจทย์การดำรงชีวิตของประชากรผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุที่พึ่งพารายได้จากการทำงาน 40% ลดเหลือ 22% เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับผู้สูงอายุที่มีรายได้หลักจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จาก 40% เป็น 56%


เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบัน


ปัจจุบัน “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ซึ่งมีการจ่ายรายเดือนแบบขั้นบันได คือ อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท

อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท

อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท

อายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท

โดยต้องมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติไทย และไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (บำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ)

เมื่อพิจารณาจากการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอัตราดังกล่าวและผลการวิจัยข้างต้น เกิดเป็นคำถามว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600-1,000 บาทต่อเดือนนั้น เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันหรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้น ผลการวิจัยเรื่อง “การสำรวจความเป็นอยู่และความต้องการด้านบริการและการดูแลสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ในช่วงระหว่างและหลังใช้มาตรการปิดเมืองอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย” ของ ณปภัช สัจนวกุล ณัฐนี อมรประดับกุล นุชราภรณ์ เลี้ยงรื่นรมย์ วิภาพร จารุเรืองไพศาล และ สุรีย์พร พันพึ่ง จาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลยังพบว่า

ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะช่วงมาตรการปิดเมืองที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่และการเข้าถึงบริการทางสังคมต่าง ๆ “โดยเฉพาะส่งผลด้านเศรษฐกิจในเรื่องรายได้และการงานของผู้สูงอายุชัดเจนที่สุด”

จากงานวิจัยทั้งสองเรื่อง ตอกย้ำภาพของปัญหาเกี่ยวกับรายได้ของผู้สูงอายุชัดเจน และตอกย้ำข้อสงสัยว่า “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบัน สามารถตอบโจทย์การดำเนินชีวิตผู้สูงอายุได้มากน้อยเพียงใด” เป็นสิ่งรัฐบาลต้องหาคำตอบที่กระจ่างแก่ประชาชน

“เบี้ยผู้สูงอายุ”สู่ระบบ “บำนาญพื้นฐานแห่งชาติ” ทางรอดของวัยเกษียณ ?

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอัตรา 600-1,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงได้พิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการ ซึ่งมีความเห็นว่า ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เปลี่ยนเป็นชื่อ “พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติ” พร้อมแก้ไขให้ “เบี้ยผู้สูงอายุ” เป็น “บำนาญพื้นฐานแห่งชาติ”

รวมทั้งแก้ไขที่มาของเงินในกองทุนผู้สูงอายุเพื่อให้ได้รับเงินมากขึ้น โดยเสนอให้ปรับเป็น “รายละ 3,000 บาทถ้วนหน้า” ซึ่งใช้งบประมาณปีละ 432,000 ล้านบาท จากเดิมแบบขั้นบันได 600-1,000 บาท ใช้งบประมาณปีละ 77,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 5.6 เท่า


ข้อสังเกตต่อมาคือ งบประมาณสำหรับเบี้ยผู้สูงอายุที่จะเปลี่ยนเป็นบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ เพิ่มขึ้นจากปีละ 77,000 ล้านบาท เป็น 432,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5.6 เท่านั้น รัฐบาลสามารถจัดสรรได้จริงหรือเพียงพอมากน้อยเพียงใด ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อการผลักดันดังกล่าว

รอดอย่างไร 600-1,000 บาท/เดือน

เมื่อคำนวณง่าย ๆ โดยสังเขป ใน 1 เดือน หากรับประทานอาหาร 3 มื้อ/วัน คิดเป็น 90 มื้อ/เดือน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได้คำนวณได้ดังนี้


600 บาท/เดือน เฉลี่ยใช้ได้วันละ 20 ต่อวัน หรือประมาณ 6.66 บาท/มื้อ

700 บาท/เดือน เฉลี่ยใช้ได้วันละ 23.33 ต่อวัน หรือประมาณ 7.77 บาท/มื้อ

800 บาท/เดือน เฉลี่ยใช้ได้วันละ 26.66 ต่อวัน หรือประมาณ 8.88 บาท/มื้อ


1,000บาท/เดือน เฉลี่ยใช้ได้วันละ 33.33 ต่อวัน หรือประมาณ 11.11 บาท/มื้อ

ในขณะที่ราคาอาหารร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ราคาอยู่ที่ประมาณ 40-50 บาท/จาน (วันละสามมื้อคิดเป็นเดือนละ 3,600-4,500 บาท) หรือข้าวแกงถุงรวมข้าว ราคาอยู่ที่ประมาณ 25-35 บาท (วันละสามมื้อคิดเป็นเดือนละ 2,250-3,150 บาท) ซึ่งเห็นได้ว่า ราคาอาหารไม่สอดคล้องกับรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่น ๆ ที่จำเป็นอีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญต่าง ๆ ต้องพึ่งพารายได้จากครอบครัว หรือไม่สามารถเกษียณงานได้อย่างแท้จริง ยังคงต้องทำงานเพื่อสร้างรายได้ต่อไปเรื่อย ๆ

เบี้ยยังชีพ สามารถ “ยังชีพ” ได้จริงหรือ

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน กฎหมายฉบับใหม่ยังไม่ได้บังคับใช้ เบี้ยผู้สูงอายุยังคงเป็นแบบขั้นบันได้ 600-1,000 บาทต่อเดือนเช่นเดิม จากงานวิจัยข้างต้น จำนวน 56% ของผู้สูงอายุที่แจ้งว่ามีรายได้หลักจากเบี้ยยังชีพดังกล่าวจะมีคุณภาพชีวิตอย่างไร เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งพิจารณา ซึ่งจากการคำนวณง่าย ๆ เบื้องต้นนั้น ทำให้เห็นว่า แม้แต่ตัวเลข 3,000 บาทต่อเดือน ที่กำลังผลักดันอยู่นั้น ก็ยังไม่สามารถสร้างความวางใจต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้แม้ในช่วงที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19

ท่ามกลางสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ในอีกไม่กี่เดือน รวมไปถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นความท้าทายของรัฐบาลไทยที่ต้องเร่งสร้างหลักประกันให้กับคุณภาพชีวิตของประชากรผู้สูงอายุให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด

อนึ่ง ในหมายเหตุ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 ระบุว่า การตราพระราชบัญญัตินี้รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมก็เพื่อ ให้ผู้สูงอายุได้รับสวัสดิการสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรีและเหมาะสมจากรัฐ และเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รั